วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อ่านเรื่องลัดฟ้าเที่ยวพาราณสี ช่วง 2

เช้าแรก ที่เมืองนัยนิตาล

ราตรีแห่งความหนาวเหน็บได้ผ่านไป รับอรุณรุ่ง ในเมือง Naainital เป็นเช้าแรกในเมืองที่หนาวเหน็บแห่งนี้
“จาย” แม่บ้านเดินเข้ามาในห้องพร้อมถือถ้วยชาร้อนในมือ
“ขอบคุณครับ” ผมจิบชาร้อนที่แม่บ้านต้มมาให้ มันช่างแผ่ไออุ่นไปทั่วร่างกายเสียทีเดียว
สำหรับการผจญภัยในวันนี้คือการปืนเขาหลังบ้าน ไปดูวิวเทือกเขาหิมาลัย ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ด้วยความตื่นเต้นผมรีบแต่งตัวใส่เสื้อยืดสวมทับด้วย sweater แล้วใส่เสื้อกันหนาวอีกชั้นหนึ่ง
วันนี้คุณอมิท มอบหมายให้น้องเขยที่ชื่อสุนีล หนุ่มอินเดียวัย 20 ปีเช่นกัน เดินไปส่งที่ยอดเขา และเพื่อนของสุนีลอีกคนหนึ่ง สุนีลรู้ภาษาอังกฤษนิดหน่อย ภาษาฮินดีใช้ศัพท์แปลกที่ฟังไม่เข้าใจ คงจะเป็นภาษาท้องถิ่นเสียมาก ประกอบกับเขาเป็นคนพูดเร็ว และติดสำเนียงท้องถิ่น เขาพยามยามอธิบายตลอดเส้นทางแต่ผมจับใจความไม่ค่อยได้
ทางเดินขึ้นเขาอยู่ข้างบ้าน พวกเราเดินไปตามทางดิน ท่ามกลางร่มเงาแห่งป่าสนที่ปกคลุมทั้งแถบ ทางเดินขึ้นเขาจะค่อยลาดไปด้านข้างแล้วซิกแซ็กไปมา เพราะหากมีหิมะปกคุลมจะได้ไม่ลื่นและลาดชันเกินไปนั่นเอง การเดินทางถือว่าค่อนข้างโหดสำหรับคนที่ไม่ได้ออกกำลังเป็นประจำอย่างผม ต้องพักหายเหนื่อยเป็นระยะๆ
“สุนีล ฉันเหนื่อยมาก หยุดก่อน”
“เหนื่อย ” สุนีลทำหน้าตกใจ
“ดูทางก่อนสิ ยังไม่ถึงไหนเลย”
“แหม ตานี่ บ้านฉันไม่ได้อยู่บนเขา อย่างเอ็งนะ” ผมนึกบ่นในใจ
และแล้ว สุนีลก็ดึงแขนผมให้ลุกเดินต่อ สองข้างทางนั้นจะสร้างกำแพงหินติดกับเชิงเขาเพื่อป้องกันหิมะถล่มลงมากองบนพื้นถนน และมีรางน้ำเล็กๆสร้างจากหินกว้างสักเกือบศอกทอดยาวจากยอดเขา สำหรับเวลาหิมะละลายลงมาตามรางและมารวมกันที่รางใหญ่ ใบไม้ต่างกำลังเร่งผลิใบรับต้อนรับอากาศที่อบอุ่นขึ้น หญ้าที่ตามเชิงเขาต่างแห้งตายเป็นสีน้ำตาลเพราะถูกหิมะปกคลุมมาเป็นเวลานาน ข้างทางจะมีร้านขายน้ำพวกเรารีบแวะดื่มน้ำอัดลมให้สดชื่นด้วยความเหนื่อยหอบ ทั้งๆที่อากาศเย็นต้องแปลกใจกับราคาน้ำอัดลมที่ขายเพียง 10 รูปี เท่ากับร้านทั่วไปในเมืองทั้งๆที่ขนส่งขึ้นมาสูงมาก หากเป็นเป็นเมืองไทยล่ะก็มีหวังราคาขึ้นเป็นสองสามเท่า ที่ร้านทางเต็นท์ไว้ให้นักท่องเที่ยวเช่าประมาณ 10 กว่าหลัง
เดินทางต่ออีกไม่นาน สุนีลก็ชี้ให้ดูแนวเทือกเขาหิมาลัย
“นั่นไง หิมาลัย”

“ว้าว หิมาลัย ภูเขาน้ำแข็งที่ใครๆก็รู้จัก”
ความเหนื่อยนั้นมันหายไปเลยในพริบตาก็ว่าได้ ผมรีบเดินตามสุนีลขึ้นไป บนหอคอยสำหรับชมวิว แทบไม่เชื่อสายตา ทิวทัศน์ข้างหน้าคือภูเขาน้ำแข็ง ที่ชื่อเสียงดังก้องโลก มันช่างสวยเหลือเกิน
เทือกเขาหิมาลัยปกคุลมด้วยน้ำแข็ง ขาวโพลนทั้งหมด สูงเสียดก้อนเมฆ ลมเย็นพัดกระทบร่างกาย ที่นี่คืออินเดียเมืองแขก ที่ที่คนไทยได้ยินแล้วส่ายหัว ไม่ขอไปดู
อินเดียมีหลายอย่างให้ค้นหา มีทุกบรรยากาศ มีทุกมุมมอง อีกฝั่งหนึ่งจากที่เรายืนก็คือประเทศจีน และทิเบต นั่นเอง บนยอดเขานี้มีเครื่องเล่นมหาสนุกมากมาย และสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นมาก็ได้ คนละ 100 รูปี แต่คงไม่ได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติเหมือนพวกเรา มีร้านค้าของที่ระลึก ร้านอาหาร มีบริการขี่ม้าชมเขา ซึ่งม้าอินเดียตัวใหญ่มากชนิดที่ม้าบ้านเราเห็นยังอายเลยก็ว่าได้ ที่ยอดเขาก็เป็นจุดถ่ายรูปที่สวยมาก สามารถใช้บริการกล้องส่องทางไกลขนาดใหญ่ ส่องดูความสวยงามของเทือกเขาหิมาลัยได้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีเฉพาะคนอินเดีย เพราะชาวต่างชาติไม่ค่อยรู้จักเมืองนี้เท่าใดนัก ทั้งที่สวยงามมาก
หากมองลงมาจากเขาก็เห็นยอดต้นสนและใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีต้อนรับฤดูในไม้ผลิ บ้านเรือนปลูกตั้งแต่เชิงเขาถึงกลางภูเขาจำนวนมาก ทะเลสาบที่กว้างใหญ่ อยู่ระหว่างหุบเขาทั้งสองข้าง
ผมกลับมาพักผ่อนที่บ้าน แสงแดดที่นี่ส่องทั้งวันก็จริงแต่ เป็นแสงที่ไม่ร้อนเอาเสียเลยต่อให้ยืนกลางแดดก็ยังหนาวอยู่
ในตอนเย็นผมซ้อนมอเตอร์ไซค์ คุณอมิท ไปเที่ยวจุดชมวิวภูเขาน้ำแข็งอีกที่หนึ่ง ที่มองเห็นเทือกเขาหิมาลัยเช่นกัน ขับไปตามที่เส้นทางที่สูงชัน
“สองมือจับราวเหล็กมอเตอร์ไซด์ไว้แน่น”
บนเส้นทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ถึงยอดเขามองเห็นวิว เทือกเขาหิมาลัยได้กว้างทั้งแถบ แต่ช่วงเย็นวิสัยทัศน์ไม่ค่อยดี มีหมอกลงเยอะมากเลยมองเห็นแนวเทือกเขาไม่ชัด จึงตกลงกันจะมาดูอีกครั้งในในเช้าวันรุ่งขึ้น เลยแวะดื่มชาร้อนที่ร้านข้างทาง
นักศึกษากำลังทยอยออกมาจากวิทยาลัย ด้วยยูนิฟอร์มที่ดูดีมาก เย็นวันนี้ลงเป็นทานเนื้อแพะที่ร้านอาหารในเมืองซึ่งห่างจากทะเลสาบไม่มากนัก รสชาติอร่อยและนุ่มมากแต่ก็เน้นเครื่องเทศแบบแขกๆ เหมือนเดิม
พระอาทิตย์ตกดินอากาศที่เย็นก็ยิ่งเย็นจัดขึ้นอีก แสงไฟในตัวเมืองส่องประกายสวยงามมาก เมื่อมองจากบ้านพวกเราที่อยู่บนภูเขาท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บที่ไม่เคยเจอมาก่อน เป็นราตรีที่แสนจะสวยงาม


ภารกิจ สำรวจเมือง


“ราตรีอันหนาวเหน็บที่เย็นจัดถึง 7 องศาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว”
ผมผิดสังเกตว่าวันนี้ตื่นมาทำไมไม่เห็นแม่บ้าน สุนีลเลยต้องเป็นคนต้มน้ำชาเอง เด็กๆต่างทยอยเดินไปโรงเรียนด้วยชุดยินิฟอร์มที่สวยงาม คลุมด้วยเสื้อสูทสีเขียว เดินลงเขาไปที่โรงเรียน
“สุดท้ายแม่บ้านก็ไม่มาจริงๆด้วย” คุณอมิท เลยต้องเข้าครัวทำอาหารด้วยตัวเอง
“ทำอะไรเหรอครับ”
“อันดา กะรัม ”
“ตายจริง ชื่อน่ากลัว จะกินได้เหรอนี่” ผมนึกในใจ
เมนูนี้ชื่อว่า อันดา กะรัม แปลชื่ออาหารเป็นภาษาไทย ว่า “ไข่ร้อน”
“ชักสงสัยว่ามันเป็นยังไง”
ผมเลยสังเกตดูอย่างใกล้ชิด จนหน้าตาออกมาถึงรู้ว่าเป็นไข่ลูกเขยสูตรอินเดียนี่เอง ที่เปลี่ยนจากน้ำเชื่อมหวานๆ เป็นน้ำเครื่องเทศที่เป็นผงสีต่างสัก 7 อย่างเห็นจะได้ การทอดไข่ก็ทอดด้วยเนยทำให้สีเหลืองสวยมาก ที่นี่ไม่มีน้ำมันพืชขายทั่วไป
การท่องเที่ยววันนี้เราไปล่องเรือที่ทะเลสาบ Ninital กับสุนีล เพื่อนใหม่ที่สนิทสนมกันมาก ถึงแม้จะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เดินลงเขาจากบ้านไปค่อนข้างไกลพร้อมกับลองเคี้ยวหมากไปตามทางตามสไตล์คนอินเดียมันทำให้ปากสดชื่นมากเลยทีเดียว ผู้คนสวมเสื้อผ้าหนาเดินตามท้องถนนจอแจดังเช่นทุกวัน ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะใส่เสื้อไหมพรมแขนยาวก่อนแล้วค่อยทับด้วยสาหรีหนา เราเดินเล่นตามท้องถนนท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามซึ่งไม่เคยเห็นในเมืองไทย
เดินลงไปขึ้นเรือพายที่จอดเทียบเท่ารอนักท่องเที่ยว มีที่นั่งอยู่ท้ายเรือเป็นเก้าอี้ขนาดนั่งได้ 2 คน ต่อหนึ่งลำ หุ้มด้วยผ้าสักราด สีสันสวยงาม นับ10 ลำ ก่อนขึ้นเรือต้องจ่ายเงินก่อน ซึ่งค่าบริการ 85 รูปี ต่อหนึ่งลำ แล้วก็ได้รับใบเสร็จพร้อมโปสการ์ด 1 ใบ
“ล่องเรือไปอย่างช้าตามท่ามกลางอากาศหนาว คนพานเรืออัธยาศัยดีมาก” พอพายไปกลางทะเลสาบก็จะถามขึ้นว่า
“กาเมล่า กาเมล่า”
“อ๋อ เค้าจะถ่ายรูปให้ เออดีจึงแฮ่ะ”
ผมรีบคว้ากล้องให้เขา คนพายเรือคนนี้ดูท่าทางมีทักษะการถ่ายรูปที่ดีมาก เมื่อถ่ายแล้วเขาจะหมุนเรือไปอีกเรื่อยเพื่อให้เราได้ถ่ายภาพหลายฉากของทะเลสาบ น้ำที่นี่ใสมากถ้ามองไกลจะเป็นสีเขียวสวยงาม ลองมือมือวักน้ำต้องถึงกับตกใจที่เย็นยิ่งว่าน้ำในตู้เย็นเสียอีก เรือล่องไปเรื่อยฝั่งหนึ่งเป็นภูเขาที่เต็มด้วยต้นไม้ใบไม้กำลังผลิใบ อีกฝั่งหนึ่งเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนของผู้คนที่เรียงรายเป็นแถวกลางภูเขา เกือบๆถึงยอดก็เห็นเป็นธงศาสนาพุทธแบบอินเดีย แบบธิเบตคล้ายธงทิวในงานวัดเมืองไทยที่ใช้ขึงแสดงอาณาเขตหรือมณฑลพิธีต่างๆ ที่นั่นคือวัดธิเบตตามแนวทางขององค์ดาไลลามะ ซึ่งห่างจากบ้านเราเพียง 2 กิโลเมตรเอง
ที่นี่มีบริการนั่งเรือ 2 แบบคือ นั่งเรือพายกับเรือถีบ ซึ่งถ้ามาเป็นครอบครัวก็จะเช่าเรือถีบซึ่งเป็นรูปสัตว์ต่าง ปั่นเที่ยวชมความงามของทะเลสาบ Nainital
“เมื่อเรือเทียบท่าแล้วผมก็ให้ทิปกับคนพายเรือซึ่งถือว่าเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะยังเป็นแค่นักศึกษาก็ตาม”
สุนีล พาเดินเที่ยวชมบรรยากาศริมทะเลสาบ เมืองร้านขายของที่ระลึกที่ทำจากต้นสน ดอกสน เพราะแถบนี้เป็นป่าสนทั้งหมด เสื้อผ้ากันหนาวที่ราคาไม่แพงเลย ข้างๆทะเลสาบมีวัดฮินดูประมาณ 4 -5 วัดที่อยู่ใกล้ๆกัน แต่ละวัด ก็มีเทพแต่ละองค์ที่ต่างกัน หน้าวัดจะมีถาดใส่ขนมที่ทำจากน้ำตาลก้อนสีขาวที่มีคนนำมาถวายแด่องค์เทพ วางให้คนที่ผ่านไปผ่านมาหยิบกินเพื่อเป็นมงคล ถือว่าเป็นขนมที่ประทานจากพระเจ้า เมืองนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือด้านหน้าของทะเลสาบคือส่วนของ ตัลนิตาล หน้าหลังไปจนสุดยอดเขาคือส่วนของ มัลนิตาล โดยจะรถสามล้อ หรือที่นี่เรียกว่า ลิกชอว์ บริการนั่งไปมา
สองหนุ่ม สองภาษาเดินเที่ยวจนรอบทะเลสาบด้วยความตื่นเต้นแบบเคยเห็นเป็นครั้งแรก ระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร
“ฝ่าสายลมที่หนาวเย็นพัดมาเป็นระยะๆ ทั้งๆที่แสงแดดส่องมาถึง ผมเดินกลับบ้านช้าๆไปเรื่อยๆ”
บ่ายสามโมงครึ่งแล้ว เด็กนักเรียนต่างเดินขวักไขว่เร่งกลับบ้าน บางคนที่ยังเป็นเด็กเล็กอยู่ก็ขึ้นรถประจำส่งถึงบ้าน บางโรงเรียนก็มีรถของโรงเรียนบริการรับส่ง ผู้คนต่างเร่งกลับบ้านทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ฝูงนกต่างบินร่อนกลับสู่รังนอน ความมืดเริ่มคลืบคลานเข้ามาและแล้วแสงไฟในเมืองก็เริ่มผุดขึ้นเรื่อย ทีละดวง จนสว่างไสวเต็มภูเขา
“พร้อมกับการมาเยือนของความหนาวเย็นแห่งราตรี”


ท่องเที่ยว ในวันเกิดพระราม


ท่ามกลางลมหนาวเย็นของเช้าวันใหม่ ผมมานั่งรับลมหนาวที่หน้าบ้าน พร้อมจิบที่แม่บ้านชงมาให้ ฝนตกลงมาปรอย ๆ มันช่างสร้างบรรยากาศแห่งความสุขดียิ่งนัก
“ปาปายี ทำไมวันนี้เด็กๆไม่ไปโรงเรียนครับ”
“วันนี้คือเป็นวัดเกิดของพระราม (Ram navami)” ปาปายี บอกว่าเป็นวันหยุด เทศกาลของชาวฮินดู
(ปาปายี แปลว่า คุณพ่อ ใช้เรียกคุณพ่อของสุนีล ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่ไปอาศัยอยู่)
เสียงสวดของวัดฮินดูดังมาแต่ไกลกับสายลม เสียงกระดิ่งของแต่ละบ้านเริ่มดังขึ้นเป็นปกติทุกๆเช้า สัญญานของการบูชาพระเจ้าและองค์เทพต่างๆ ถึง 360 ล้านองค์กำลังจะเกิดขึ้นในเช้าวันใหม่ โดยถือจานโลหะใบหนึ่ง มีดอกไม้ ตะเกียง ธูป หรือกำยาน มืออีกข้างหนึ่งสั่นกระดิ่งที่มีด้ามจับทำด้วยทองเหลือง สั่นกระดิ่งใบนั้นไปยังห้องต่างภายในบ้าน และถือถาดเดินไปสั่นกระดิ่งที่หน้าบ้านเป็นลำดับสุดท้ายเพื่อบูชาพระเจ้าทุกพระองค์ เมื่อบูชาเสร็จแล้วก็ หยิบดอกไม้วางที่มุมใดมุมหนึ่ง เอาสีแดงเจิมหน้าผากเพื่อเป็นมงคลและป้องกันเภทภัยสิ่งอวมงคงต่างๆ ซึ่งคนอินเดียจะทำแบบนี้เป็นประจำทุกเช้า บางบ้านทำตอนเย็นด้วย ดังนั้นที่แผ่นดินแห่งนี้ไม่เคยเงียบไปด้วยเสียงกระดิ่งทุกเช้าเย็น
“ปิ๊ดๆๆ ปิ๊ดดดด ๆๆๆ”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอนี่”
สักพักเสียงนกหวีดดังใกล้เข้ามาเรื่อย ผมวิ่งออกไปดูถึงจะรู้ว่าเป็นการบริการเก็บขยะ คงจะเป็นการจ้างรายเดือนเหมือนในเมืองไทยที่เทศบาลเอารถไปเก็บถึงหน้าบ้าน แต่ที่นี่เป็นบ้าเรือนที่ปลูกกลางภูเขา จึงต้องมีการเดินถือกระสอบเก็บขยะแต่ละบ้าน บ้านที่ได้ยินเสียงนกหวีดก็เร่งเอาถังขยะมาวางไว้หน้าบ้าน
การท่องเที่ยววันนี้ผมต้องเดินทางไปกับคุณปันตี เพื่อนของคุณอมิท ขี่มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขึ้นไปตามเส้นทางเนินเขาอ้อมไปทางหลังบ้าน เป็นจุดชมวิวที่สูงมากจุดหนึ่งและสามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยชัดกว่าจุดที่มีกระเช้าลอยฟ้า
“Himalaya Darshan หรือ Him Darshan”
แต่วันนี้โชคไม่ค่อยดีที่ท้องฟ้าไม่ค่อยสะอาดนัก เป็นควันขาว ทำให้มองไม่เห็นเทือกเขาหิมาลัย เลยไม่มีนักเที่ยวเที่ยวมากนัก
การขึ้นมาดูต้องอาศัยจังหวะที่ดี ขึ้นอยู่กับสภาพของท้องฟ้า
คุณปันตี ขับรถไปเรื่อยแวะชมวิวจุดที่สูงแห่งหนึ่งของเมือง Nainital ที่มองเห็นเมืองอีกฝั่งหนึ่งทั้งเมือง แต่ต้องปีนเขาขึ้นไป หนทางที่เป็นก้อนหินเล็กๆลื่นมาก ไม่มีหญ้าขึ้น แต่พอมีเถาวัลย์แห้งให้จับขึ้นไป ภูเขาชันและลื่นมาก ปีนไปจุดถึงยอดจุดชมวิว ที่คนทั่วไปไม่ค่อยปีนขึ้นมาเพราะอันตรายมาก ที่นี่มีม้าตัวสูงใหญ่คอยบริการนักท่องเที่ยวเช่นกัน
ขี่มอเตอร์ไซค์ชมบรรยากาศลัดเลาะตามเนินเขาไปเรื่อย จนไปถึงวัด หนุมาน
“ชื่อว่า Hanuman kari mandir ”
ฝูงคนจำนวนมากต่างเดินมุ่งหน้าไปวัดเพื่อทำการบูชาเทพ ประกอบกับวันนี้เป็นวันเกิดของพระราม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ วัดนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาอีกแห่งหนึ่ง อยู่ทางนอกเมือง
หน้าวัดมีซุ้มขายธูปหอมเป็นกล่อง ขายขนมสำหรับถวายองค์เทพ ก่อนเข้าวัดต้องฝากรองเท้าก่อนจุดนี้เป็นจุดที่คนเยอะและแออัดมาก ผมเดินไปรับถุง 1ใบ ข้างถุงมีหมายเลขติดอยู่ ให้เราหยิบบัตรในถุงเก็บไว้ แล้วเอารองเท้าใส่ เจ้าหน้าที่ของวัดก็จะนำไปห้อยเอาไว้ เดินขึ้นบันไปก็ต้องแวะล้างมือให้สะอาดก่อนบูชาพระเจ้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมว่าตัวเราต้องสะอาดทั้งร่างกายและจิตใจก่อนเข้าหาพระเจ้า จากนั้นให้เอามือแตะที่บันได แล้วมาแตะที่หน้าผาก หรือศีรษะ
องค์เทพหนุมานร่างสีแดง สูงใหญ่ประมาณ 2 เมตรผู้คนต่างยืนด้านหน้าทำการบูชา ถ้านำขนมมาถวายก็ใส่จานแล้วยื่นให้กับบัณทิต ที่ยืนข้างองค์เทพ “บัณทิต” คือผู้ที่นำประกอบพิธีของชาวฮินดูเป็นผู้มีวรรณสูงคือวรรรพราหมณ์เท่านั้น ด้านหน้าแต่ละซุ้มองค์เทพก็จะมี ธูปบ้าง กำยานบ้างจุดอยู่ มีถาดสำหรับจุดเทียนวางอยู่ด้านข้าง เมื่ออธิฐาน ขอพรเสร็จก็ เอามือแกว่งผ่านไฟที่จุดบูชาเหล่านั้นแล้วเอามาลูบหัว ถือเป็นพรจากเทพเจ้า เสร็จจากเทพหนุมานแล้วก็เดินไปอีกนิดเป็นองค์เทพศิวะ มีศิวะลึงค์ตั้งบูชาอยู่ ที่นี่มีโรงทานด้วยใครจะกินก็ไปนั่งกับพื้นเป็นแถวรูปตัวยู จะมีคนถือถังใส่อาหาร ใส่โรตีแผ่น เดินแจก พร้อมจานกระดาษ เดินเท้าเปล่าไปตามทางเขาสักร้อยเมตรก็เป็นอีกวัดหนึ่ง กำลังมีการบูชาพระรามอยู่ ใครที่บริจาคเงิน สักเล็กน้อย บัณฑิตก็จะหยิบขนมหวานใส่มือให้ถือเป็นของมงคล ทางเข้าแต่ละวัดก็มีระฆังแขวนอยู่ใหญ่บ้างเล็กบ้าง เมื่อไปถึงก็กระโดดแกว่งลูกตุ่ม ให้ระฆังดังถือเป็นมงคลก่อนเข้าวัด
ที่นี่วัดไม่ได้หมายถึงอาณาเขตที่ใหญ่กว้าง มีกุฏิ มีเจดีย์ มีศาลาเช่นบ้านเรา วัดฮินดูก็คือ ห้องหรือสิ่งก่อสร้างสี่เหลี่ยมมีหลังคา ที่มีองค์เทพประดิษฐานอยู่ บางวัดก็กว้างแค่ 4-5 เมตร เท่านั้น
“ชายแก่ อายุ สักห้าหกสิบสวมหมวกสีขาว ที่คนทั่วไปเรียกว่า บัณฑิต กำลังทำพิธีบูชาด้วยไฟอยู่ ”
คงเป็นการสรรเสริญพระราม โดยมี บัณฑิต คนที่นั่งอยู่ตรงกลางเป็นผู้อ่านคัมภีร์
“พึม พัม พึม พัม ๆๆๆ”
“โอม” บัณฑิต ที่นั่งล้อมกองไฟอีก 6 คนก็ขานรับ (นับอายุรวมกันทั้ง 6 คน น่าจะหลายร้อย)
แล้วโยนเครื่องบูชาสีดำๆ ในมือเข้าไปในกองไฟที่เป็นแอ่งทำจากปูนขนาดสี่เหลี่ยม กว้างยาว ประมาณ 1 ฟุต ผู้คนนั่งดูด้วยความศรัทธา มีผู้ที่บวชเป็นฤษีมานั่ง เยอะแยะที่แปลกคือที่นี่มีฤๅษีท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่แน่ใจว่าเป็นผู้หญิงหรือเปล่า ที่วัดบนยอดเขาแห่งนี้มีคนเข้าออกตลอดเวลาผู้ที่มีบูชานั้นมีทั้งเด็กเล็ก วัยรุ่น ไปถึงถึงผู้ใหญ่ คนแก่ ทุกชีวิตต่างต้องอ้อนวอนขอสิ่งต่างต่อองค์เทพ ต่อผู้เป็นเจ้า
เมื่อบูชาครบแล้วก็เอาบัตรไปแลกรองเท้าคืน บริเวณภูเขาที่ตั้งวัดนี้ยังเป็นภูเขาไม่มีต้นไม้ขึ้นมีแต่หญ้าที่สวยงามมาก บรรยากาศดีคุณปันตีบอกว่าที่นี่มักจะใช้เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์อินเดีย ของบริษัทBoolywood ที่โด่งดังไปทั่วโลกด้วย ที่ตลาดในเมือง Nainital ในส่วนด้านหน้าที่เรียกว่า ตัลนิตาลนั้นฝูงคนไม่ค่อยวุ่นวายนัก ร้านค้าต่างส่วนใหญ่เป็นร้านขายผ้า เสื้อกันหนาว ร้านขายผักที่วางขายข้างถนน และคนขายก็จะมีแต่ผู้ชาย มี มะเขือม่วง กระเจี๊ยบเขียว แตงกวา พริก พริกหยวก ต้นหอม หอมแดง มันอาลู ฟักทอง หัวไชเท้า ส้มเขียวหวาน มะเขือเทศ องุ่น กล้วย ละมุด และผัดสดหลายๆอย่าง

ปีนเขา ที่แสนเหน็ดเหนื่อย


เช้าวันใหม่ ของการผจญภัยต่างแดน Camels Back(ยอดเขาหลังอูฐ) ยอดเขาที่สูงที่สุดของเมือง Nainital คือจุดหมายปลายทางพวกเราทั้ง 5 คน
ที่ชื่อว่ายอดเขาหลังอูฐก็เพราะว่า เป็นยอดของภูเขาหินที่โผล่เป็นเนินสูงขึ้นไปเสียดท้องฟ้าสัมผัสกับก้อนเมฆ เป็นเนินอยู่โดดๆ คล้ายกับ โหนกของอูฐที่โผล่นูนนั่นเอง
การพิชิตยอดเขานี้ก็ต้องปีนขึ้นไปอยู่บนเนินยอดนั้นด้วยความยากลำบาก เพื่อมองเห็นวิวทั้งรอบทุกด้าน ผมและ เพื่อนคนอินเดียอีก 4 คน เริ่มออกแรงเดินไปตามทางเขา ซึ่งหนทางนั้นไกลและโหดมากสำหรับคนไม่เคยเดินทางไกลแบบขึ้นเขา เริ่มตั้งแต่เดินไปจากหลังบ้าน เป็นทางเดินที่เทปูนลาดชันขึ้นไป ตามเขาเป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร และที่แห่งนี้ไม่มีทางสำหรับรถวิ่งขึ้นไป ผู้ที่จะขึ้นไปชมวิวต้องเดินเท้าขึ้นไปเท่านั้น
“ความเหนื่อยหอบเริ่มมาเยือนจนผมต้องหยุดพักเป็นระยะๆ”
“ผมแอบเห็นทั้ง 4 คนนั่นแอบยิ้ม ในใจเขาคงคิดว่าอะไรจะเหนื่อยปานนั้น”
สองข้างทางก็เป็นป่าสนทั้งนั้น ประมาณครึ่งทางมีวัดฮินดูอยู่ ให้คนมาแวะดื่มน้ำ ล้างหน้า จาก ก๊อกน้ำที่หน้าวัด ซึ่งเย็นมาก
ทางเดินหลังจากวัดนี้ไปเป็นทางดิน และเริ่มเข้าสู่แนวป่าสนลำต้นขนาดใหญ่ ทุกๆต้นถูกห่อหุ้มด้วยตะไคร่น้ำสีเขียว ตามทางเดินตลอดเส้นทางมีตะไคร่น้ำเป็นแผ่นหนาๆ อีกบางส่วนที่ตกลงมาจากกิ่งสนเพราะแห้งตาย หลังจากการถูกทอดทิ้งของเหล่าความหนาวเย็นและหิมะจำนวนมหาศาลที่หนีจากไป ตามทางเดินความสมบูรณ์ของธรรมชาติมาก แมลงเต่าทองจำนวนมหาศาลที่เดินอยู่ตามพื้นดิน และไต่ตามต้นไม้หากไม่สังเกต คงเหยียบไปหลายตัว
“ถึงจุดชมวิวจุดแรกที่เมืองเห็นเมืองอินเดียในระยะกว้าง”
ที่นี่มีโพลงหินคล้ายถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ซึ่งจะออกหากินในเวลากลางคืน ทางเดินช่วงสุดท้ายเป็นทางที่ค่อนข้างโหด เป็นยอดเขาหิมะ ที่ไม่มีต้นไม้ขึ้นเลย และเป็นภูเขาหินสีดำซึ่งต้องปีนภูเขาหินขึ้นไปที่จุดชมวิวจุดที่ 2 ที่มองวิวทั้งสองฝั่งคือฝั่งเมือง Nainital กับ Narayan nagar (นารายณ์ นคร) ซึ่งมีทะเลสาบเหมือนกัน แต่เล็กกว่าทะเลสาบ Nainital
“ปีนแค่ขึ้นไปอีก 20 เมตร พวกเราก็เป็นผู้พิชิตจุดที่สูงสุดของเมือง”
จุดที่มองเห็นทั่วทั่งเมือง บ้านเรือนหลังเล็กกว่าฝ่ามือเรียงรายอย่างสวยงาม ทุกๆนาทีจะมีการบินโชว์ของฝูงเหยี่ยวที่กางปีกยาวกว่าหนึ่งเมตรบินร่อนลม มองหาอาหาร
สัตว์เลื้อยคลานที่เมืองไทยไม่มี เดินไต่ตามภูเขาหินมีตัวลายคล้ายกับจิ้งจก แต่ขนาดเท่ากิ้งก่า สีดำ ลายจุดกลมๆสีขาว
มองไปอีกฝั่งจะเห็นแนวเทือกเขาหิมาลัยทอดตัวยาว สีขาวโพลนทั้งแถบ สามาถมองเห็นวิวได้รอบยอดเขาทั้ง 360 องศา ที่นี่มีความสวยงามมาก
“รู้ไหม เมื่อ 20 ปีก่อนคู่รักหนุ่มสาวในเมืองวัยเพียง 18 ปี ที่เพิ่งก้าวล่วงเข้าสู่วัยรุ่นได้ไม่นานต่างสละชีวิตให้กับความสวยงามของยอดเขาแห่งนี้ ได้โอบกอดกันกระโดดจากยอดเขาหินแห่งนี้เพื่อมอบความรักให้แก่กัน” อมิท บอกกับผม
“โอ้ พระเจ้า อะไรจะปานนั้น”
“หลังจากนั้นก็มีการกระโดดจากยอดเขาสูงชันแลกชีวิตตนเองไปกับความรักที่มีแก่และกัน สูงถึง 70 คน วัยรุ่นชาย 20 คน วัยรุ่นหญิง 50 คน”
“อุ้ย น่ากะโดดจัง แต่ ถ้ากะโดด ฉันก็ต้องตายดิ” ผมคิดในใจ
“นั่นเป็นเรื่องที่เล่าต่อกันมาเพิ่มความท้าทายและสร้างความดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวเสียยิ่งนัก”
คนงานต่างอาศัยช่วงเวลานี้ซ่อมแซมทางขึ้นไปด้วยการเทปูนตามทาง และเอาหินมาสลัดด้วยสิ่วเป็นก้อนเท่าๆกันสร้างเป็นกำแพงหินในส่วนของถนนด้านล่างที่ลัดเลาะแนวเชิงกัน เป็นกำแพงเพื่อป้องกันหิมะถล่ม และในวันนี้การพิชิตยอดเขาก็สำเร็จพร้อมๆกับร่างกายที่เหนื่อยล้า อ่อนแรงเสียเต็มที


ทำขนมไทย ในเมืองแขก


เช้าวันหยุดได้มาเยือนอย่างอย่างรวดเร็วหลังจากที่ นักเรียนทั้งหลายไปเรียนตลอดทั้ง 6 วัน ที่นี่มีวันหยุดเพียงวันเดียวเท่านั้น คือวันอาทิตย์
เด็กๆต่างตื่นเต้นและดีใจออกมาวิ่งเล่นหนีจากความหนาวเย็น
เช้าวันนี้ก็เป็นวันหยุดของผมด้วยที่ขอพักการเดินป่าสำรวจสถานที่ต่าง เนื่องจากปวดขายังไม่หายจากการปีนเขา ภารกิจคือ ขี่มอเตอร์ไซคฺ์กับ คุณอมิทสำรวจเมือง Nainital ด้านที่ ในส่วนที่เรียกว่า ตัลลิตาล นักท่องเที่ยวชาวอินเดียจากทั่วสารทิศต่างหนีอากาศร้อนและความวุ่นวายมาพึ่ง ความหนาวเย็นความสงบความสวยงามที่นี่
เรือพาย นับร้อยลำต่างพานักเที่ยวชมความงามของทะเลสาบ และขุนเขาแห่งนี้
เมื่อขับรถขึ้นไปตามทางเขาด้านหน้าทะเลสาบก็มีจุดที่ให้นักท่องเที่ยวลองสัมผัสกับความเย็นของน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัยที่เกิดจาการละลายของหิมะไหลผ่านช่องหินมาอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปี
ถัดไปอีกก็เป็นจุดชมวิวจุดหนึ่งที่เห็นวิวภูเขาสวยงาม หากสภาพอากาศดีก็จะเห็นเทือกเขาหิมาลัยเช่นกัน เรียกว่า love point เนื่องจากเป็นจุดที่วัยรุ่นคู่รักหนุ่มสาวนิยมมานั่งชมวิวกัน และก็เป็นที่กระโดดสละชีวิตมอบแก่ความรักมานักต่อนักเช่นกัน
วันนี้เป็นวันที่ต้องลงมือทำกล้วยบวชชี ให้กับเพื่อนบ้านและเพื่อนๆลองชิม ที่นี่หาวัสดุทำขนมไทยยากมาก เพราะมีแต่เครื่องเทศเสียทั้งนั้น และขนมที่ต้องเข้าเตานึ่งอย่างสังขยาฟักทอง ก็ทำไม่ได้เพราะที่อินเดีย ไม่นิยมนึ่งอาหาร ในบ้านจึงไม่มีหม้อหรือไหสำหรับนึ่ง มีเพียงหม้อใบเล็ก จึงเหมาะกับการทำกล้วยบวชชี และแล้วก็ต้องเจอกับอุปสรรค เพราะที่นี่ไม่มีน้ำกะทิขายอย่างเมืองไทย มะพร้าวแห้งพอหาได้เนื่องจากใช้เป็นเครื่องเซ่นถวายองค์เทพ แต่ก็ไม่มีอุปกรณ์ขูดมะพร้าว โชคดีที่มีร้านขายเครื่องเทศร้านหนึ่งขายกะทิผงคล้ายกับนมผง แต่กลิ่นก็ตกแต่งกลิ่นไม่ค่อยหอมและไม่เป็นธรรมชาติเท่าใดนัก และต้องตกใจกับราคาที่แพงมาก กิโลละ 120 รูปี
หากเป็นแถวบ้านผมก็คงเก็บจากต้นมาคั้นกะทิเอง เมืองนี้ไม่มีต้นมะพร้าว ไม่มีต้นกล้วย และต้นผลไม้อื่น ด้วยอากาศหนาวจัด ต้องนำมาจากเมืองอื่นเท่านั้น ราคาจึงสูงมาก
การเข้าครัวครั้งแรกในต่างแดนเริ่มต้นขึ้น กับคุณ อมิท และเจตัน หลานชายของ ปาปายี สักพักแม่บ้านมาก็มายืนดูทำหน้าตางงๆและไม่ไว้ใจว่าจะกินได้หรือเปล่า ทำเอาคนข้างบ้านที่อยู่ติดกัน มายืนดูการทำขนมไทยคราวนี้อีก 2 คน
“การทำขนมไทย มีขั้นต้องพิถีพิถันครับ อ้อ แล้วอุปกรณ์ต้องสะอาดด้วย”
ผมสาธิตการล้างอุปกรณ์ให้แม่บ้านดู ที่จริงก็แอบสอนนั่นแหล่ะ เพราะผมสังเกตเห็นแม่บ้านล้างจานไม่ค่อยสะอาด เหมือนกับเอาจานแกว่งผ่านน้ำเฉยๆ
“ที่อินเดียไม่มีน้ำยาล้างจานนะครับ อย่าริอาจจะตามหาซันไล ไลปอนเอฟ แต่ที่นี่เขาจะใช้สบู่ล้างจานแทน”
การทำกล้วยบวชชีครั้งนี้เป็นไปอย่างสนุกสนาน และเป็นที่ตื่นเต้นของเพื่อนชาวอินเดียที่จะได้กินขนมหวานไทย และแล้วหน้าตาที่ไม่ค่อยสวยนักด้วยกะทิแบบแต่งกลิ่น แต่รสชาติไม่แพ้กล้วยบวชชีในเมืองไทยเลยก็ว่าได้ ทำเอาหลายคนติดใจกินจนเกลี้ยงหม้อ


ไปเที่ยว วัดธิเบต


“เช้าวันใหม่กับการนั่งชมวิวทะเลสาบที่หน้าบ้าน จิบชาร้อนกับขนมอินเดีย”
ด้วยภารกิจไม่ได้กำหนดเอาไว้ ผมจึงเลือกที่จะออกสำรวจ ย่านการค้าริมทะเลสาบ โดยเดินจากบ้านลงไปชาวบ้านทั่วไปนิยมเดินลัดผ่าน High Court of Uttarkhan (ศาลชั้นสูงของ รัฐ อุตรขัน) ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Naiaital
ผมก็เดินตามชาวบ้านเข้าไปเพื่อลัดไปหาถนนที่จะเดินไปทะเลสาบ สิ่งก่อสร้างในศาลนี้เป็นแบบยุโรปทั้งหมด ถนนหนทางสะอาดมาก มียามรักษาการณ์ทุกมุม
“ทนายความใส่ชุดสูทดำสนิท สวมคลุยสีดำเดินไปมา”
บริเวณทะเลสาบถึงแม้เป็นวันจันทร์นักท่องเที่ยวก็ยังเยอะอยู่ มีนักเรียนจากโรงเรียนในเมืองอื่นมาทัศนศึกษาจำนวนมาก ผู้คนที่มาเที่ยวก็จะเป็นครอบครัว ซึ่งไม่เห็นชาวต่างชาติเดินในเมืองนี้เลย
คนขายถั่วจะทูนถาดเดินไปมา บ้างใส่ตะกร้าหิ้วขาย สตอเบอรี่ และบลูเบอรี่ใส่แก้วพลาสติกขาย สิ่งที่มีเยอะก็คือ การบริการยิงปืนอัดลมยาวให้ลูกโป่งใบเล็กๆแตก ซึ้งมีทั้งริมทะเลสาบ และบนจุดชมวิวหลายๆที่ ลานกีฬาขนาดใหญ่ มีไว้ให้เด็กเล่นกีฬาคลิกเก็ต คล้ายกับเบสบอล มัสยิดทำจากหินอ่อนกว้างใหญ่สวยมากมองดูคล้ายทัชมาฮาล ด้วยอากาศที่เย็นตลอดปีและตลอดวัน จึงไม่มีน้ำแข็ง หรือน้ำเย็นขายริมทะเลสาบ แต่จะขายพวกชาร้อนกาแฟร้อนและแซนวิช
ยามเย็นวันนี้อากาศเย็นกว่าปกติ มีฝนตกในส่วนของตัลลิตาล สุนีลพาซ้อนสกู๊ตเตอร์ไปวัดธิเบต ของท่านองค์ดาไลลามะ ที่อยู่บนเนินเขาใกล้ทะเลสาบห่างจากบ้านพักเพียง 2 กิโลเมตร เป็นวันศาสนาพุทธ ของธิเบต มีธงพุทธศาสนาคล้ายธงทิว ผูกเป็นแถวโยงไปมาแสดงอาณาเขตขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไปถึงวัดด้วยถนนหนทางที่ยากเย็น เป็นหลุมเป็นบ่อแล้ว บางช่วงต้องลงวิ่งเพราะทางลาดชันจนรถขึ้นไม่ไหว พอถึงหน้าวัดสุนีลไม่ให้เข้าไปเพราะมีสุนัขตัวหนึ่งนอนอยู่ เขาคงกลัวสุนัขหน้าวัดกัด
“สุนีล สุนัขมันไม่กัดหรอก ขึ้นไปกันเถอะ”
“กัดสิ มันไม่กัดได้ไง ”
ในใจผมไม่ได้นึกกลัวสุนัขตัวนั้นเลย มันก็นั่งอยู่ของมันดีๆ แต่เพื่อความสบายใจของสุนีลผมจึงยืนระลึกองค์พระพุทธองค์อย่างสงบ แล้วแล้วก็มีหญิงแก่คนหนึ่งออกมาบอกพูดเป็นภาษาฮินดี
“กูตตา นะฮี กาตนา” หมาไม่กัดหรอกขึ้นไปวัดทางนี้ได้เลย
ขนลุกซู่ๆ ดีใจมาก ทันใดทั้นสองเท้าเร่งกว้าโดยอัตโนมัติขึ้นไปบนวัดที่ใหญ่มาก
“นมัสการครับท่าน ผมมาจากเมืองไทยครับ”
ลามะท่านหนึ่งเดินมาเปิดวิหารให้เข้าไปสักการะพระพุทธรูป ผมทักทายท่านแล้วกราบไปพระพุทธประติมาด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ส่วนสุนีลยืนไหว้แบบฮินดู สนทนากับท่านลามะเล็กน้อย
ความปลื้มปีติได้เกิดขึ้นเมื่อ พึงระลึกได้ว่านักบวชผู้เป็นลูกขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงแม่อยู่ในประเทศไทย นิกายใด ย่อมเป็นเนื้อนาบุญของโลก มีความสุภาพเรียบร้อย น่าเคารพศรัทธา
ในวิหารนี้ใจกลางมีรูปของท่านองค์ดาไลลามะ ตั้งอยู่ รอบวิหารประดิษฐ์ฐานประพุทธรูปศิลปะแบบธิเบตจำนวน 1,000 องค์ ที่นี่มีลามะทั้งหมด 5 ท่าน และต้องเข้าชั้นเรียนธรรมะเป็นประจำทุกเย็น ผมจึงรีบลาท่านกลับ ดีใจมากที่ได้มากราบพระพุทธองค์ ณ ดินแดนที่สวยงามอย่างเมือง Nainital แห่งนี้ และพึงระลึกเสมอว่า
“คำสอนและเจตนารมณ์ของพระพุทธองค์จะมีผู้สืบทอดต่อไป”


อยากเห็น หิมาลัย

ในเช้าวันนี้ต้องตื่นมาแต่เช้าเป็นพิเศษเพราะ ภารกิจแรกคือการขึ้นไปชมเทือกเขาหิมาลัย
“Himalaya Darshan หรือ Him Darshan”
เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ขึ้นมาดู แต่ก็มองเห็นไม่ชัดเหมือนดังครั้งแรก ท้องฟ้า เป็นหมอกควันสีขาว ทำให้มองไม่เห็นเทือกเขาหิมาลัย นักเที่ยวเที่ยวจำนวนมากต่างมารอดู บางคนก็ต้องผิดหวังไปตามๆกัน
ช่วงสายผมเดินทางไปนมัสการองค์เทพที่วัด kanji tam (แกญจี เป็นภาษาฮินดี แปลว่ากรรไกร) วัดนี้มีชื่อเสียงมากผู้ที่มาขอพรมักได้ตามความประสงค์ ห่างจากตัวเมือง Naiaital ประมาณ 18 กิโลเมตร พื้นที่กว้างใหญ่ต่างจากวัดอื่น มียามรักษาการณ์ และมีบัณฑิต อยู่หลายท่าน
เมื่อเข้าไปต้องเก็บกล้องถ่ายรูป ปิดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และต้องล้างมือก่อนเข้านมัสการ ในวัดมีที่ขอพร 4 องค์เทพด้วยกัน ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ศิวลึงค์ และหนุมาน เมื่อจะขอพรหรือขอพรเสร็จก็เอื้อมมือสั่นระฆังที่ห้อยอยู่เหนือศีรษะ เหมือนเป็นเสียงของการสื่อสารกับองค์เทพ
มุมสุดท้ายเป็นรูปปั้นของฤษีผู้สร้างวัดแห่งนี้ ชื่อว่า “Neem Karori Baba” คำว่า บาบา คือคำใช้เรียก ฤษีหรือนักบวชฮินดู โดยเรียกว่า สาธุบาบา เมื่อขอพรเสร็จแล้วก็เดินมารับขนมที่เปรียบเป็นพรจากพระเจ้าทำจากถั่วต้มรสชาติหวานจากนั้นพวกเราก็เดินทางต่อไปอีกวันหนึ่ง ชื่อวัด Golu Devta ห่างจากตัวเมือง Naiaital ประมาณ 14 กิโลเมตร มีชื่อเสียงมากเช่นกัน มีชาวฮินดูเดินทางมาไม่หยุดเว้น โดยเมื่อผ่านถนนก่อนเข้าวัด ต้องมียามจดเลขทะเบียนรถ เจ้าของรถ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ด้านหน้าวัดมีร้านขายเครื่องสักการะถวายองค์เทพหลายร้านใส่ในถาดวางเรียงราย ในถาดเครื่องสักการะจะมี มะพร้าวแห้งที่ปอกเปลือกแข็งออกแล้วพันด้วยผ้าลูกไม้แดงมีตัวอักษรภาษาฮินดีติดอยู่ (ภาษาฮินดีเรียกว่า จุนนี ใช้แทนเสื้อผ้าที่ถวายองค์เทพ) มีหวี กำไลพลาสติก ฝ้ายสีแดงสำหรับผูกข้อมือเป็นมงคล ข้าว ขนมหวาน ธูปซึ่งจะอยู่ในกล่อง และมีผงเจิมสีเหลือง สีแดงอยู่ด้วย ร้านต่างๆยังมีการขายวัตถุมงคลจำนวนมาก
“อินเดียมีอะไรแปลกให้เห็นอยู่ไม่เว้นวัน โดยเฉพาะฤษีที่จะแต่งตัวแบบองค์เทพ ที่เห็นบ่อยคือแต่งตัวเป็นองค์พระศิวะ ชนิดที่เหมือนทุกอย่างคิดว่าพระศิวะมาปรากฏกายให้พรเสียอีก ที่วัดนี้แต่งเป็นเทพหนุมาน เอาสีส้มมาทั่วใบหน้านั่งให้คนบริจาคเงินใครบริจาคก็เจิมสีแดงที่หน้าผากให้”
เมื่อเริ่มเดินขึ้นบันไดวัดซึ่งอยู่บนเชิงเขาต้องตกใจกับระฆังจำนวนมหาศาล ที่แขวนเป็นแถวอยู่เหนือศีรษะ มีขนาดตั้งแต่เล็กกว่าฝ่ามือไปจนถึงสองคนโอบมีทั้งเก่าและใหม่ จำนวนหลายพันใบ
“ใครอยากได้อะไร ก็ขอองค์เทพ ถ้าได้แล้วก็ซื้อระฆังมาถวาย” เสียงคุณปันตีพูดขึ้น
“ถึงว่าล่ะ ทำไมมีแต่ระฆัง” ผมคิดในใจ
ธรรมเนียมคือผู้มาขอพรจากได้ตามที่ประสงค์ แล้วก็จำซื้อระฆังมาถวายเทพเจ้าก็เหมือนกับมาแก้บนนั่นเองซึ่งมีขายที่หน้าวัดเช่นกัน บัณฑิตกำลังทำพิธีอยู่คนทั้งหลายต่างเข้าแถวรอเอาของถวายองค์เทพโดยผ่านพิธีกรรมของท่านบัณฑิต กองไฟเผาเครื่องบูชากองหนึ่งยังมีควันโชยอยู่ ส่วนอีกกองเป็นกองไฟขนาดใหญ่ยังไม่ได้จุดขึ้น
ฤษีท่านหนึ่งนั่งอยู่ด้านในอาศรมให้คนเข้าไปกราบไหว้คงเหมือนกับเจ้าอาวาสประมาณนั้น แต่ดูท่านนี้น่าเคารพเชื่อถือ กว่า สาธุบาบาที่เดินของเงินตามบ้าน
“แบะ ๆ แบ่ ๆ แบะๆๆ” เสียงร้องโหยหวนดังมาแต่ไกล
ข้างๆวัดมีแพะถูกมัดเอาไว้ 3 ตัว กำลังร้องด้วยสัญชาติญาณสัตว์ที่เสียงเพรียกแห่งความตายที่กำลังมาถึงใกล้เข้าทุกวินาทีเพื่อตัดคอของแพะบูชาต่อพระเจ้าหวังจะให้แพะไปสู่สวรรค์ กับเทพเจ้า ทั้งๆที่เจ้าของชีวิตร้องขอความปราณีอย่างโอดโอย
พวกเราแวะเที่ยวเมือง Bhimtal ซึ่งมีลักษณ์เหมือนกับ Nainital และมีทะเลสาบเหมือนกัน แต่ความสวยงามนั้นต่างกันมาก เมืองนี้ไม่ได้พัฒนาให้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว มีร้านค้าไม่กี่ร้าน แวะทานลัชซี่(โยเกิร์ตปั่น) แล้วขับรถรอบทะเลสาบ แต่ไม่ได้ใส่หมวกกันน็อคเลยโดนปรับ 100 รูปี
ตอนเย็นก็ออกเดินชมย่านการค้าข้างทะเลสาบที่ยิ่งเย็นคนยิ่งแออัด มีคนมาเดินซื้อของจำนวนมากทั้งคนในท้องถิ่น และนักท่องเที่ยว เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มราคาถูกมาก ในเวลาเย็นจะมีการปิดถนนทางหลักที่ใช้สัญจร โดยให้เดินไปมาเท่านั้นท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ทำให้บรรยากาศการเมืองเมืองท่องเที่ยวนั้นเพิ่มความสนใจ และความประทับใจได้มาก
“หากต้องการออกนอกเมืองต้องขับอ้อมด้านหลังภูเขาออกไป”


วันสบายแห่งการพักผ่อน


ในเช้าวันนี้เป็นวันที่อากาศมืดครึ้ม เมฆมากผิดปกติ สักพัก สายฝนก็เริ่มตกมาปรอยๆ ก้อนเมฆดำคล้ำลอยต่ำเฉียดภูเขา อากาศที่หนาวอยู่แล้วยิ่งเพิ่มความท้าทายเข้าไปอีก
วันนี้ไม่มีโปรมแกรมของการเดินทางสำรวจ ประกอบกับฝนตกทั้งวันยิ่งช่วงบ่ายยิ่งตกหนัก จนถึงตอนเย็น ลมที่พัดมาแต่ละทีพาความหนาวเย็นมาปะทะร่างกาย เสื้อผ้าที่ห่อหุ้มนั้นไม่อาจจะต้านทานความหนาวเหน็บได้ ต้องอยู่ในบ้านปิดประตูมิชิดตลอดทั้งวัน
ยามกลางคืนความสวยงามของบรรยากาศในเมืองไม่ได้จางหายไปกับฝนเลย แสงไฟแต่ละดวงสว่างขึ้นจนเต็มเมือง ผมนั่งมองลงไปในตัวเมืองด้วยความคิดถึงบ้าน เพราะบ้านพักอยู่บนเนินเขาสามารถมองเห็นตัวเมืองได้ทั้งหมด วันนี้อาจารย์ของผมโทรมาจากประเทศปากีสถาน ถามถึงความเป็นอยู่ที่นี่ และซึ่งเป็นวันที่คิดถึงบ้านมากที่สุด 1 เดือนแล้วที่จากบ้าน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากชมรมพุทธศิลป์ จากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกๆคน ยามเย็นเมื่อพระอาทิตย์จากลาแล้ว ก็นั่งอยู่คนเดียวท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บถึง 7 องศา
“ที่แห่งนี้ก็ยังไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา”
หันไปที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านเกิดเมืองนอน ผู้คนคุยโขมงโฉงเฉงคุยภาษาที่เราฟังไม่เข้าใจ ไม่มีที่ไหนเหมือนเมืองไทยถึงแม้จะสวยมากปานใดก็ตาม
“ไม่มีที่ใดจะอบอุ่นเท่ากับแผ่นดินเกิดของตัวเอง”
วันนี้โทรศัพท์ไปเมืองไทยหลายครั้งมากจนยอดเงินในโทรศัพท์หมดเหลือ 0 รูปี และแล้วก็โทรหาใครไม่ได้ ต้องนั่งอยู่กับความเหงาจนก้าวสู่ราตรีที่ผู้คนต่างเริ่มจะหลับใหล แสงไฟที่เต็มภูเขาก็เริ่มดับลงทีละดวง จนบางตาในที่สุด ค่ำคืนนี้คงจบลงด้วยความคิดถึงบ้าน


ไขข้อข้องใจ เรื่องการเป็นฤษี


เช้าวันที่อากาศหนาวจัด ได้ย่างกลายเข้ามาแสงแดดไม่สามารถส่องผ่านก้อนเมฆที่คล้ำหนาลงมาได้ สายฝนที่โปรยลงมาไม่ขาดสายไม่สามารถอยู่นอกบ้านได้เป็นเวลานานๆ
“และแล้ววันนี้ฝนก็ตกลงมาเป็นน้ำแข็งที่บ้านเราคงเรียกว่าลูกเห็บ”
แต่ที่นี่เม็ดเล็กมากเท่ากับหยดน้ำ ของเม็ดฝน กว่าแดดจะส่องลงมาได้ก็เวลาเที่ยงวันแล้ว ที่ทะเลสาบและภายในตัวเมืองคนครึกครื้นตามปกติ ด้วยอากาศที่หนาวคนต่างใส่เสื้อผ้ากันหลายชั้น และพากันมานั่งผิงแดด ที่ริมทะเลสาบ ด้วยภารกิจที่ไม่ได้กำหนดไว้จึงเป็นวันของการช็อปปิ้ง
เมือง Nainital เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวจึงเป็นยอดความฝันของนักช็อปปิ้งที่มีสิ้นค้าให้เลือกทุกรูปแบบ และที่ขึ้นชื่อคือ เครื่องทองเหลืองของอินเดียมีราคาถูกมาก ในเมือง Nainital ก็มีร้านทองเหลืองหลายร้าน ซึ่งราคาเริ่มต้น 15 รูปี – 50 รูปีเท่านั้นเอง การเดินทางจากบ้านไปทะเลสาบต้องใช้การเดินเท้าระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ขาไปไม่มีปัญหาเพราะเป็นการเดินลงเขา แต่ขากลับเป็นเรื่องที่น่าหนักใจมาก ต้องเดินขึ้นเขาที่ชันมาก และหยุดพักหลายครั้งกว่าจะเดินถึงบ้าน
ในช่วงเย็นวันนี้เป็นการสนทนากับคุณอมิทถึงเรื่อง นักบวช ฤษี ที่คนอินเดียเรียกว่า บาบา เนื่องด้วยมีน้องคนหนึ่งในชมรมพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สงสัยเกี่ยวกับการบวชเป็นฤษี
“เอาล่ะอยากรู้ก็ต้องถาม” มือซ้ายถือดิกชันรี ไทย-อังกฤษ มือขวาถือดิกชันรีไทย-ฮินดี
ผมจึงใช้ความรู้ด้านภาษาอันน้อยนิดสัมภาษณ์พอที่จะได้ความรู้หลายอย่างมาเล่าสู่กันฟัง
“การบวชเป็นฤษี (Baba) นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับศาสนาพุทธ คือ ต้องบวชกับฤษี (Baba) ที่มีความความอาวุโสและน่าเคารพศรัทธา โดยการบวชก็มีการกล่าวเพื่อขอบวชเช่นกัน เมื่อบวชแล้วก็ต้องออกจากเรือน ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ฤษีที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดก็จะไม่มีสิ่งของอะไร ต้องสละทุกอย่างแม้แต่คนรู้จัก แม้แต่เพื่อน ต้องเดินทางไปเรื่อยคล้ายกับการธุดงค์ ไปตามป่าตามเขา โดยให้ภาวนาถึงพระศิวะเท่านั้น”
“ว่าแล้วเชียว ทำไมแต่งตัวเลียนแบบพระศิวะ” ผมจึงหายสงสัยทันทีว่าทำไมฤษีถึงแต่งตัวเลียนแบบพระศิวะชนิดที่คล้ายไปเสียทุกอย่าง
“ฤษีมีหน้าที่อย่างเดียวคือการเดินภาวนาไปตามป่าเขา ชุมชนต่างๆและไม่สามารถแต่งงานอยู่กินแบบมีครอบครัวได้ ฤษีที่เป็นใหญ่ที่สุดคล้ายกับหัวหน้าคือ Nagar Baba ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ไม่ใส่เสื้อผ้า ท่านมีชื่อเสียงมากที่สุดในอินเดีย อีกท่านหนึ่ง นึ่งคือ Oghar Baba มีชื่อเสียงด้านความศักดิ์สิทธิ์ เสกเป่าได้ตามประสงค์ การอยู่กินของฤษี (Baba) ต้องกินผักผลไม้เป็นอาหารเพื่อประทังชีวิตหรืออาหารจำพวกโรตี จาปาตี ห้ามฆ่าสัตว์หรือกินเนื้อสัตว์เด็ดขาดถึงแม้จะตายตามธรรมชาติ ซึ่ง มีการเล่ากันว่า Nagar Baba เคยกินเนื้อศพมนุษย์เป็นอาหาร และเสพสังวาส กับผู้หญิงที่ตายแล้วซึ่งไม่ถือเป็นความผิดและกินเนื้อเป็นอาหาร การบวชเป็นฤษี (Baba) นั้น ผู้หญิงไม่สามารถบวชได้ ชายผู้ที่บวชก็ไม่สามารถลาสิกขาออกจากการเป็นฤษีได้เช่นกัน การเดินท่องเที่ยวตามบ้านเรือน ชุมชนนั้นจะถือถาดใบหนึ่งขอเงินผู้คนตามบ้านเรือน ส่วนมากฤษีจะเป็นผู้ค่อนข้างมีเงินพอสมควร หากฤษีเสียชีวิตก็จะมีการเผาเช่นเดียวกัน”


สังสรรค์ กับเพื่อนฝูง


เช้าวันนั้นอากาศกลับคืนสู่สภาพปกติ ท้องฟ้าแจ่มใสฝนไม่ตก ผู้คนต่างเร่งนำเสื้อผ้ามาตากแดดที่หน้าบ้าน วันนี้เป็นวันหยุดราชการ คือเป็นวันศุกร์แรกของเดือนเมษายน
ในเดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีวันหยุดมาก แต่ที่นี่ทำงานวันเสาร์ด้วย นักเรียนจะได้หยุดก็เฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น ดังนั้นวันแบบนั้นถือเป็นสวรรค์เหล่านักเรียนทั้งหลาย ต่างพากันมาเล่น Cricket คล้ายกับการ เล่นเบสบอล ซึ่งเป็นเกมกีฬาชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมทั่วอินเดีย ๆ ไม่แพ้ที่คนไทยที่คลั่งไคล้การเล่นฟุตบอลเลยทีเดียว
“เรือพายกลางทะเลสาบนับร้อยลำพายต้อนรับวันหยุด”
มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการนั่งเรืออยู่ตลอดทั้งวัน ในช่วงเย็นก็ออกเดินชมร้านค้าริมทะเลสาบที่คนพลุกพล่านเป็นปกติกับคุณปันตีและคุณแฮรี่ สนามCricket ขนาดใหญ่ริมทะเลสาบไม่เคยว่างจากเด็กๆและกลุ่มวัยรุ่น รอบสนามฝูงชนจำนวนมหาศาลก็ออกมาผิงไออุ่นจากแสงแดดเช่นกันถึงแม้จะเป็นวันกลางวันก็ตาม ขากลับได้แวะทานขนมหวานอินเดียในร้านขนมหวานแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นขนมหวานที่รสหวานจัดมาก คือ Ras malai เป็นแป้งที่ฉ่ำไปด้วยนมที่ข้นและหวานชนิดที่ว่าหวานมันสุดๆคล้ายทองหยอด แต่เป็นสีน้ำตาล กับ Kulab yamun เป็นแป้งกลมๆฉ่ำด้วยน้ำเชื่อมที่หวานจัด รับประทานขณะยังร้อนอร่อยมาก ค่ำคืนวันนี้เป็นวันพระจันทร์จำเต็มดวงลอยอยู่เหนือทะเลสาบแข่งกับแสงไฟระยิบระยับของเมือง Nainital ยิ่งเพิ่มองค์ประกอบของความสวยงามได้เป็นอย่างมากในยามราตรี


ตามหาธนาคาร


ในเช้าวันนี้ต้องเดินเท้าลงไปที่ในตัวเมืองด้านล่าง เพื่อไปธนาคาร State Bang of India เพื่อไปแลกเงินอีก 70 dollar สุดท้ายที่เหลืออยู่
สภาพธนาคารก็คล้ายกับร้านค้าหรือบ้านเรือนทั่วไป สภาพเก่าโทรม ไม่ต้องมีเครื่องปรับอากาศอย่างเมืองไทยเพราะเมืองNainital หนาวตลอดปี เข้าไปที่เคาร์เตอร์แลกเงินต่างประเทศจะได้รับเอกสารใบเล็กให้กรอกชื่อ หมายเลขหนังสือเดินทาง หมายเลขวีซาร์ สถานที่และวันที่ออกเอกสาร วันที่เดินทางมาถึงอินเดีย และที่อยู่ในอินเดีย และที่อยู่ในเมืองไทย เสร็จแล้วก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่พร้อมกับหนังสือเดินทางและเงินดอลลาร์ที่จะแลก
“ไปรับเงินที่ช่อง 10” พร้อมยื่นบัตรหมายเลขเป็นแผ่นทองเหลืองให้ ผมก็ไปรับเงินที่ช่องตามที่เจ้าหน้าที่บอก ได้รับเงินมา 3,420 รูปี
“ว้าว คงรอดตายไปอีกหลายวัน”
ที่ทะเลสาบคนมาท่องเที่ยวอย่างแออัด วันหยุดแบบนี้มีเรือใบแล่นกลางทะเลสาบด้วย ในช่วงเย็นคนนิยมไปนั่งคุยและพบปะกันที่ร้านน้ำชาเล็กๆในหมู่บ้าน ผมนั่งดื่มชาร้อนกับคุณแฮรี่สักพักราคาแก้วหนึ่งก็ 2 รูปีเท่านั้น แค่บาทกว่าๆเอง หลังจากที่นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่เริ่มคล้อยลับเหลื่อมเขาที่ละน้อย จะความมืดมาเยือนในที่สุดในวันนี้พระจันทร์ที่เต็มดวงลอยต่ำลงมาอยู่ยอดเขาที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าช่างสวยงามยิ่งนักในราตรีที่หนาวเย็นเช่นนี้


ฉายเดี่ยวในร้านอาหาร


วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ในช่วงบ่ายผมเดินลงไปสำรวจบริเวณริมทะเลสาบ ร้านค้าต่างคึกคักมาก แผงลอยขายเสื้อผ้าริมถนนต้องย้ายไปย้ายมาหนีตำรวจ คงไม่ต่างอะไรจากบ้านเรา ที่ขายของข้างถนน หากตำรวจเทศกิจมาไล่ก็ย้าย เมื่อตำรวจไปแล้วก็ตั้งร้านขายใหม่บนถนน
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเป็นคนอินเดียที่มาจากเมืองอื่นๆ พาครอบครัวมาเที่ยวนั่งเรือชมวิว ร้านอาหารแถวนี้ได้รับความนิยมมากส่วนใหญ่เป็นอาหารจำพวกของร้อนๆ เพราะว่าเหมาะกับอากาศแบบนี้มาก และที่มีเชื่อเสียงมากก็คือ moo moo อาหารธิเบตชนิดหนึ่งคล้ายกับขนมจีบ แต่แป้งจะแข็งกว่า พร้อมน้ำจิ้มพริกปั่นที่เผ็ดมาก ช่างเข้ากับอากาศหนาวๆยิ่งนัก
“มู มู่ หนึ่งจานครับ”
“ไก่ หรือ มังสวิรัติครับ”
“เอาไงล่ะเนี่ย ไม่ได้ซ้อมประโยคนี้ไว้ด้วย เอาไก่แล้วกันพูดง่ายดี” ผมคิดในใจ
“ไก่ครับ”
หนึ่งจานมี 7 ชิ้น ราคา 25 รูปี ราคาไม่แพงเลยครับ ใครมาเมืองนี้แล้วไม่ได้ลิ้มรส moo moo ก็เหมือนว่ามาไม่ถึงเช่นกัน
คนที่จะทานต้องยืนรอเก้าอี้เลยทีเดียว ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ตกคนในร้านยิ่งแน่นเป็นพิเศษ เพราะคนอินเดียชอบเที่ยวช่วงเย็น ในเวลากลางคืนจะไม่มีใครออกเที่ยวนอกบ้านนอกเสียจากไปทำธุระ
ในค่ำคืนนี้ผมคิดถึงบ้านมากประกอบกับได้ข่าวไม่ค่อยดีทางการเมืองไทยที่น่าอับอายต่อสายตาชาวต่างชาติมากโทรทัศน์อินเดียรายงานบ่อยมาก
“เมืองไทยต่อสู้กันอีกแล้ว รุนแรงรึเปล่า” คุณลุงข้างบ้านถาม
“อ๋อไม่หรอกครับ แค่เรื่องการเมืองนิดหน่อย”
“ถ้าให้ผมอธิบายที่มาเป็นภาษาไทยละถึงไหนถึงกัน แต่ภาษาฮินดีผมยอมแพ้” ผมคิดในใจ
แม้แต่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมือง Nainital ยังมีข่าวการชุมนุมบุกเผารถ แต่เป็นภาษาฮินดี ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อข่าวมากเท่าไรพอจับใจความได้บ้าง เวลาเจอใครก็จะมีแต่คนถามเรื่องความไม่สงบตลอด ค่ำคืนนี้จึงได้แต่นั่งหน้าบ้านมองวิวเมือง พระจันทร์เต็มดวงเริ่มโผล่ขึ้นจากยอดเขาในระยะสายตาจนสูงขึ้นเหนือท้องฟ้าเป็นราตรีที่สวยงามมาก



wast cut ในฝันของผม


หลังจากที่ซ่อมโน็ตบุ๊ตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้คุณปันตีพาผมไปบ้านคุณแฮรี่ แล้วเข้าไปเดินชม วิทยาลัยโปลิเทคนิค Nainital ซึ่งวันนี้โรงเรียนหยุด อาคารสร้างมาค่อนข้างนาน นิยมทาสีเหลืองเพราะเหมาะกับอากาศแบบนี้
ริมทางเดินมีแผ่นทองเหลืองกลมๆขนาดใหญ่เท่าจานแขวนไว้ เพื่อใช้เพราะเคาะเป็นจังหวะในการ เปลี่ยนวิชาเรียน
เสาธงของสถานที่ราชการทุกแห่งในอินเดียจะเป็นเสาขนาดเล็กๆสูงแค่5-6 เมตรเท่านั้น ที่โรงเรียนนี้ก็เช่นกันไม่ได้สร้างสูงแข่งบารมีเหมือนเมืองไทย
วันนี้สภาพอากาศค่อนข้างดี มีแสงแดดมาก พวกเราพากันไป Himalaya Darshan หรือ Him Darshan หวังว่าคงได้เห็นเทือกเขาหิมาลัยชัดเจนและแล้วก็ต้องผิดหวังอีกที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ นักท่องเที่ยวจำนวนมากมารอชมความงามของเทือกเขาหิมาลัยซึ่งเป็นภูเขาน้ำเข็งที่ทอดตัวยาว เหล่านักท่องเที่ยวต่างผิดหวังไปตามๆกัน
พวกเราเดินทางต่อไปวัด Satya Narayan ซึ่งอยู่สูงจากจุกชมวิวขึ้นไป ตั้งอยู่บนภูเขาเป็นวัดเล็ก มีที่รูปเคารพของพระนารายณ์ และพระพิฆเณศ อยู่ พวกเราเดินป่าชมพันธุ์ไม่ที่ล้วนแปลกตาเป็นพิเศษ ไม่มีต้นไหนเหมือนเมืองไทย และที่นี่มีไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งออกดอกสีแดงสวยมาก ชื่อ Burans ดอกมีรสหวานอมเปรี้ยว สามารถนำมาดอกทำเป็นน้ำหวานดื่มแก้กระหายได้ ในช่วงเย็นพวกเราไปเดินชมร้านค้าริมทะเลสาบตามปกติ ซึ่งวันนี้เรือพายดูจะบางตา เพราะคงไม่ใช่วันหยุด แต่คนเมือง Nainital ก็ออกมา ช็อปปิ้ง ไม่ได้ลดน้อยไปเลยความคึกคักยังคงเป็นปกติ ถนนหลักที่ปิดตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไปทำให้เหล่านักช็อปปิ้ง ออกมาดินกันมาก เด็กที่นี่จะใช้โอกาสที่ปิดถนนใช้เล่นสเกตบอร์ดบนถนนอย่างสนุกสนาน
วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่จะได้เที่ยวกับคุณบันตี เพราะว่าพรุ่งนี้เช้าเขาก็จะเดินทางไปทำงานที่อีกเมืองหนึ่งแล้ว
“นั่งรอ ที่นี่นะ 10 นาที” ทั้ง 2 คนให้ผมนั่งรอที่ข้างทะเลสาบคนเดียว ซึ่งผิดสังเกตมาก เพราะเวลาเราไปไหนจะไปด้วยกันทั้ง 3 คน
“เอ้า ตามเข้ามา” เขาพาผมไปในร้านเสื้อผ้าชื่อดังของเมือง ที่มีสาขาทั่วอินเดีย
“อยากได้ตัวไหนล่ะ”
“ไม่หรอก ยังไม่ชอบ” ที่จริงอยากได้มาก แต่ผมปฏิเสธไปเพราะว่าเงินไม่พอซื้อ
“ตัวนี้ชอบไหม” ปันตี ถามผมเรื่อยๆ
“ชอบ” ผมตอบให้เขาสบายใจ แต่ฉันไม่มีเงิน
และสิ่งที่คุณบันตีเซอร์ไพร์ก็คือ เขาเอา wast cut ยื่นให้พนักงานทันที
“เอาตัวนี้ครับ” ปันตีบอกพนักงาน
ผมขอบคุณปันตี ด้วยความจริงใจ ที่เขาซื้อ wast cut (เสื้อกั๊กสวมทับเชิ๊ต ก่อนที่จะคลุมด้วยสูทอีกชั้นหนึ่ง) ในร้านหรูที่ผมฝันอยากได้มานานตั้งแต่เด็กเพราะเคยเห็นในหนังฝรั่ง ให้เป็นของขวัญ ราคาตัวละ 600 รูปี ทำเอาผมตกใจเพราะหลายวันก่อนเคยมาเลือกดู wast cut แต่สีไม่ถูกใจประกอบกับเงินของผมในส่วนซื้อของไม่พอเพราะต้องอยู่ในอินเดียอีกนาน มิตรภาพที่ผมมีต่อคนอินเดียยิ่งมากขึ้นและถึงอย่างไรในชีวิตนี้คงต้องกลับมาเมือง Nainital ให้ได้อีก
“เพราะมิตรภาพและความผูกพันมันถูกทิ้งไว้ที่นี่ทั้งหมดแล้ว”


รับวันสงกรานต์


ในเช้าวันนี้ไม่มีภารกิจใดแปลกใหม่เสียเลย ผมเลยไปนั่งเล่นที่ริมถนน นักเรียนจำนวนมากต่างเดินรีบเร่งไปโรงเรียน ข้างบ้านพักเป็นวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มียูนิฟอร์มแปลกจากที่อื่นคือ เป็นเหมือนชุดนักศึกษาวิชาทหาร เพียงแต่สวม sweater ทับชั้นนอกไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหญิงหรือชายก็แต่งตัวเหมือนกันหมด
เด็กนักเรียนตัวเล็กๆห้าหกขวบใส่ชุดเช่นนี้แล้วดูน่ารักมากๆ ผมเลยมานั่งดักรอถ่ายรูป ยิ่งใกล้10 โมงซึ่งเป็นเวลาเข้าชั้นเรียนยิ่งเดินมากันเยอะมาก บางโรงเรียนก็เข้าชั้นเรียน 9 โมง
ในวันนี้ผมใช้เวลาในการตัดต่อ VCD เพื่อมอบให้กับ คุณบันตี และ แฮรี่ เพื่อขอบคุณในมิตรภาพที่ดี ช่วงบ่ายเดินลงไปเลยริมทะเลสาบ เพื่อหาซื้อ CD เปล่า ผู้คนที่ทะเลสาบดูบางตามากเรือพายมีเพียงไม่กี่ลำ
“อินเทอร์เน็ต ชั่วโมงนึงครับ”
ผมแวะส่งอีเมล์ไปยังชมรมพุทธศิลป์ มช. เป็นของขวัญวันปีใหม่ไทย ที่ตัวเองไม่มีโอกาสได้อยู่ในแผ่นดินเกิดทั้งๆที่ถือเป็นวันครอบครัวของไทย ก็ไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว แต่ว่าครอบครัวที่นี่ก็อบอุ่นดี เอาใจใส่ตลอดเวลา
วันนี้เลยถือโอกาสโทรศัพท์ข้ามประเทศไปสวัสดีปีใหม่ไทย อาจารย์และเพื่อนๆ คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่จะอยู่ในเมืองแห่งนี้ กลับไปพาราณสีคงคิดถึงเพื่อนที่นี่น่าดู คงได้แต่ฝาก CD รูปภาพและสไลด์ที่ตัดต่อพร้อมจดหมายเป็นภาษาอังกฤษปนกับฮินดีฝากคุณลุงเอาไว้เนื่องจากคุณบันตีทำงานต่างเมืองเดินทางออกไปแต่เช้าแล้ว จะกลับมาก็สัปดาห์หน้าหลังจากที่เราได้ลากันตั้งแต่คืนวันก่อนแล้ว
“ลุงครับ ผมฝากจดหมายให้ คุณปันตี หน่อยครับ”
“อืม อัชช่า เขียนภาษาฮินดีได้สวยมาก” ลุงกล่าวชม พร้อมช่วยแก้คำผิดให้
“ขอบคุณครับ” ทำเอาผมยิ้มไม่หุบเสียเลย


ลาแล้ว นัยนิตาล


เช้าวันนี้ตื่นมาด้วยความอาลัยและใจหายที่ต้องเดินทางกลับเมืองพาราณสี ตลอด 17 วันที่ผูกพันกับเมืองนี้มาก ผู้คนที่เป็นมิตรอัธยาศัยดี
“ผมเดินลงไปถ่ายรูปกับเด็กเพื่อนบ้านเป็นครั้งสุดท้าย”
เดินเที่ยวถ่ายรูปเหล่านักเรียนที่กำลังจะไปเรียน ล่ำลาคุณลุงคุณป้าที่นั่น แล้วออกจากบ้านเวลา 10 โมงเช้า คนอินเดียเวลาจะจากกับญาติผู้ใหญ่หรือทักทายญาติผู้ใหญ่จะ เอามือแตะที่เท้าของผู้ใหญ่และเอามาลูบอกตนเองหรือบางคนก็ลูบหัวถือเป็นการเคารพอย่างสูงสุด ส่วนผมก็ไหว้ลาตามธรรมเนียมไทย
“นมัสการ” ลาก่อนครับ
“ผิรมิเลงเค” แล้วพบกันใหม่
“ถ้ามีโอกาส ผมจะกลับมา”
ผมนั่งแท็กซี่ลงมาในเมืองด้านล่างแล้วต้องนั่งรถบัสออกไปต่างเมืองและต้องต่อรถอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นครั้งแรกที่นั่งบัสรถโดยสารที่เก่ามาก เคยแต่เห็นเวลารถเหล่านี้วิ่งบนถนน
“วันนี้ฉันต้องมาเดินทางด้วยรถที่ใกล้จะพังหรือนี่ ”
รถพวกนี้จะไม่มีนักท่องเที่ยวเป็นการบริการสำหรับคนภายในประเทศเพราะราคาถูกมาก ไม่มีพัดลม ต้องเจอฝุ่นตลอดเส้นทางที่ทั้งเป็นหลุมเป็นบ่อ ตลอด 4 ชั่วโมง


คืนสู่ พาราณสี


ในเช้าวันนี้ตื่นนอนบนรถไฟที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย เพราะเป็นรถไฟชั้นพัดลมที่ผู้คนแสนจะพลุกพล่านหลายชนชั้นวรรณะ ปะปนกัน นอนลำบากไม่มีหมอนต้องเอากระเป๋าสัมภาระมาหนุนแทน
“ตายจริง ไฟดับอีกแล้วหรือนี่”
รถไฟตั๋วราคาถูกแบบนี้ บนรถไฟขบวนนี้ไฟดับบ่อยมากเมื่อดับทีไรพัดลมก็หยุดหมุนความร้อนอบอ้าวก็มาเยือนทันที เป็นการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยเสียจริงตลอด 20 ชั่วโมง
ประมาณ 7 โมง รถไฟก็ถึงสถานีพาราณสี พวกเรานั่งรถตุ๊กๆกลับบ้านด้วยร่างกายที่อ่อนเพลียและนั่งไม่สะดวกบนรถตุ๊กๆ ทำให้ขาซ้ายเกิดอาการชา และพอถึงบ้านขาของผมก็รับความรู้สึกไม่ได้ขณะนั้นตกใจมากเอามือยกขาซ้ายลงจากรถ ในสภาพที่ห้อยอยู่เหมือนคนขาหักไม่รับความรู้สึก
“คุณพ่อ ขาผมไม่มีความรู้สึก”
“นั่งก่อน เร็ว” พ่อของอมิท ทำท่าตกใจ
ผมนวดสักพักใหญ่ ถึงเริ่มรู้สึกและเดินได้เป็นปกติ ขึ้นไปนอนหลับบนห้อง เมื่อพักผ่อนเสร็จเรียบร้อย
เวลาเที่ยงวันที่อากาศร้อนจัดในเมืองพาราณสี ผมก็ได้เวลาฉายเดี่ยวออกสำรวจบริเวณมหาวิทยาลัย ลมแห่งฤดูร้อนและความแห้งแล้งเริ่มพัดมาแล้ว ใบไม้ต่างร่วงหล่นและที่ตามมาคือฝุ่นจำนวนมหาศาล ที่วัดศิวนาถไม่ค่อยมีคนมากเสียเท่าไร จะมีบางส่วนที่อาศัยร่มเงาต้นไม้ใหญ่หลบแดดพักผ่อนซึ่งผมก็เดินไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ซึ่งร่มรื่นมาก และลมพัดมาตลอดเวลาต่างจากตอนอยู่ในบ้านเสียจริง นั่งจนถึงบ่ายสามโมงทำให้ได้พูดคุยกับกลุ่มเด็กกลุ่มหนึ่งที่มาพร้อมลุงของ
“มากลับใครเหรอ เด็กน้อย”
“กับน้อง กับลุง”
สักพักผู้ชายวัยสัก 40 ท่าทางใจดีพร้อมกับหลานๆหกเจ็ดคน ก็เดินมาหาผมแล้วนั่งลงข้าง
“สวัสดีครับ ท่านอะไรเหรอครับ”
“ที่นี่เมืองพาราณสี ผมก็ชื่อ วาราณสี เหมือนกัน ” เขาเป็นช่างอิเล็กทรอนิคส์ ที่คอยเช็คไฟฟ้าในมหาลัย ท่าทางเป็นคนใจดี
“เป็นคนญี่ปุ่นเหรอ”
“ครับพ่อเป็นคนญี่ปุ่น แม่เป็นคนไทย ผมเป็นคนอินเดีย” ผมตอบพร้อมอมยิ้ม
“อัชช่า พรุ่งนี้ไปเที่ยวบ้านผมไหมอยู่ข้างมหาลัย จะได้กินข้าวเย็นด้วยกัน” พร้อมกับคว้าปากกาจากมือผมไปวาดแผนที่ไปบ้าน
“งั้นถ้าผมว่าง จะไปเที่ยวครับ”
“พรุ่งนี้ วันเสาร์คุณไม่มีงานหรอก ไปเถอะ”
“แหม มัดมือชกอีกต่างหาก มันบังคับกันนี่” ผมคิดใจแล้วยิ้ม
จากนั้นออกไปด้านหน้ามหาวิทยาลัยเพื่อเดินไป หอพักของเพื่อนสนิทชาวอินเดียที่ชื่อ Subham ต้องพบกับความผิดหวังอย่างมากที่ เมื่อเรากลับจากเมือง Nainital เขาก็สอบปลายภาคเสร็จและเดินทางกลับบ้านที่รัฐพิหารแล้ว จึงเดินตลาดหาซื้อข้าวเจ้าและกล้วยหอมเอาไว้ทานตอนกลางคืน และบังเอิญมาเจอเพื่อนของ Subham ที่บ้านใกล้กับที่พักของผมจึงแวะทักทายกันก่อนที่จะกลับบ้านมาด้วยร่างกายที่เหนื่อยและอ่อนแรงเสียเต็มที พร้อมกับต้องเจอปัญหาไฟฟ้าดับ ไม่สามารถอยู่ในห้องได้ต้องหอบข้าวของไปนอนบนดาดฟ้าที่อากาศถ่ายเท ลมพัดเย็นสบาย แต่ต้องทนกับทองทัพยุงจำนวนมหาศาลที่ห้อมล้อมอยู่ตลอดเวลาต้องตัดสินใจเอาผ้าปูเตียงคลุมทั้งตัว ที่ดาดฟ้ามองเห็นวิวได้ไกลพอควร และต้องสงสัยกับพลุที่จุดจำนวนมากที่เบ่งบานบนท้องฟ้า
“สุนีล นั่นจุดพลุตั้งมากมายทำอะไรกัน”
“แต่งงานไม่รู้เหรอ”
“เอ้า อีกแล้ว ตานี่ ที่บ้านฉันไม่มีแบบนี้นิ” ผมบ่นในใจ
บ้านที่มีการแต่งงานในเวลากลางคืนจะมีการจุดพลุฉลองในงานเลี้ยง จำนวนมากน้อยก็แล้วแต่ฐานะของแต่ละคน ถือว่างานแต่งงานเป็นประเพณีที่สำคัญที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้


หนีร้อน ไปพึ่งวัด

ตื่นมาเช้าวันนี้ต้องหุงข้าวทานเองเพราะที่พาราณสี ผมไม่อยากรบกวนคนในบ้าน โชคดีที่พกเอาน้ำพริกกับหมูหยองมาจากเมืองไทยเลยรอดตาย
ผมเดินไปตามถนนท่ามกลางอากาศยามเที่ยงลมพัดเอาฝุ่นมาไม่ขาดสาย ตั้งใจว่าจะไปนั่งเล่นที่ ศิวนาถแต่ก็ไม่มีสามล้อสักคัน เลยเดินไปพักหลบร้อนที่สิทธารถวิหาร หอพักพระไทยมหาวิทยาลัยพาราณสี เจอแม่ชีและพระในโรงครัวเลยขอดื่มน้ำเย็นพูดคุยกับแม่ชีถึงอากาศที่ร้อนจัด
“ร้อนๆแบบนี้ ต้องทานแตงโมงแช่เย็นกับน้ำเย็นเท่านั้น” แม่ชีเอ่ยขึ้น
“ใช่ครับ ร้อนจนออกไปไหนไม่ได้เลย”
“คิดถึงขนมหวานรวมมิตรในเมืองไทย ช่างเหมาะกับอากาศร้อนๆแบบนี้เสียจริง”
แต่ของหวานรวมมิตรที่ว่า คงไม่อาจหาได้ที่ไหนในประเทศอินเดีย ทำให้นึกถึงคนอินเดียที่เข็นรถขายแตงกวาที่ปอกเปลือกแช่เกลือ ซึ่งมีขายทุกที่ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟ หรือรถบัสลูกละ 2.50 รูปี
ที่นี่หากกินแตงกวาจะโรยด้วยเกลือชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เกลือดำ ไม่ค่อยเค็มเท่าไร แต่คนไทยเป็นเห็นคงไม่กล้ารับประทานแน่ที่ คนขายจะใช้มือหยิบแตงกวาที่ปอกเปลือกแล้วเอามาโรยเกลือชนิดที่ว่าคนไทยเห็นมือแล้วไม่กล้าหยิบเข้าปากเลยทีเดียว
ผมนั่งสามล้อไปวัดศิวนาถ อากาศร้อนจัดผู้คนไม่ค่อยออกบ้าน ไปนั่งที่ใต้ค้นโพธิ์หน้าวัดซึ่งเป็นร่มไม้ใหญ่ที่คนชอบไปนั่งหลบแดด ลมพัดมาตลอดเวลา เด็กขอทานที่อยู่ที่นี่ชอบเดินตามตื้อคนที่มาวัด สัก 6-7 คน หน้ามอมแมม ยิ่งเขารู้ว่าผมรู้ภาษาฮินดียิ่งมาตื้อขอเงิน เสื้อผ้าตัวเดียวเก่า เนื้อตัวดำสนิท หน้าตาเปื้อนไปด้วยดินและทราย วันนี้ไม่มีอะไรออกสำรวจจึงกลับมาบ้านพัก อ่านหนังสือ ทำอาหารเย็น พอมืดสักนิด อาจารย์กลับมาจากปากีสถานดีใจมากเล่าเรื่องปากีสถานกันทั้งคืนหลังจากที่ต่างคนต่างออกเก็บข้อมูลเขียนหนังสือ ภาพถ่ายที่ปากีสถานสวยมากอากาศหนาวเย็น มีภูเขาหิมะที่สวยงามเสียจริง หากแต่การขอ วีซาร์ ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากเท่านั้น
“นักท่องเที่ยวเลยไปกันน้อย”


ซื้อของ ในตลาดพาราณสี

หลังจากที่ไฟดับเวลา ตี 4 ทันทีทันใดก็สะดุ้งตื่นเมื่อพัดลมหยุดหมุน กองทัพยุงต่างเตรียมพร้อมเข้าโจมตี ผมรีบคว้าเอาผ้าปูเตียงเดินงัวเงียท่ามกลางความมืดขึ้นไปนอนบนดาดฟ้าที่ลมพัดเย็นสบายมาก แต่กองทัพยุงไม่ต่างกันเลยต้องใช่ผ้าคลุมเตียงคลุมโปงเอาไว้
ตอนสาย นั่งสามล้อไปตลาดลังกากับอาจารย์ เพื่อหาซื้อของมาทำอาหารไทยทานกัน เพราะในครัวมีเครื่องแกงสำเร็จรูปของไทยอยู่ ตลาดลังกา ตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย กาสี ฮินดู (Banaras Hindu University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของอินเดีย ตลาดลังกา เป็นตลาดใหญ่ผู้คนพลุกพล่าน รถติดมากการจราจรค่อนข้างวุ่นวาย พวกเรากลับมาทำอาหารที่บ้าน
อากาศข้างนอกร้อนจัดแต่เดือนเมษายนยังไม่ใช่ช่วงร้อนที่สุดของอินเดียสภาพอากาศช้ากว่าไทยประมาณหนึ่งเดือน อากาศที่ร้อนสุดจะอยู่ช่วงเดือนพฤษภาคมที่สูงสุดถึง 48 องศาเลยทีเดียว
ในช่วงกลางวันคงต้องเป็นช่วงของการพักผ่อนเพราะไม่สามารถของไปที่ไหนได้เลย เวลา 6 โมงเย็นอากาศเริ่มดี ไม่ร้อนผู้คนจะใช้โอกาสนี้ออกมาพบปะพูดคุยตามร้านน้ำชา ร้านน้ำผลไม้ ภายในมหาวิทยาลัย ผมเดินตามถนนในมหาวิทยาลัยเรื่อยๆ เหล่านักศึกษาจำนวนมากออกมาเดินเล่นพูดคุยกัน เดินไปตลาดบ้าง ไม่ได้ใช้มอเตอร์ไซค์กันมากเหมือนอย่างเมืองไทยเย็นนี้ที่วัดผู้คนเยอะพอสมควรส่วนมากนักศึกษาจะมาทานข้าวที่หน้าวัด มีร้านอาหารอินเดีย ร้านลัสซี่(โยเกิร์ตปั่น) ร้านน้ำมะม่วงปั่น ร้านไอครีม ซึ่งเป็นแหล่งที่รวมตัวของนักศึกษาอีกที่หนึ่ง


เดินชมมหาลัย


หลังจากที่ไฟดับเวลาประมาณตี 5 ก็ต้องตื่นด้วยเหงื่อที่ท่วมตัวขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้ายังพอบรรเทาความร้อนได้บ้าง กว่าไฟจะมาอีกทีก็ช่วงสาย
วันนี้ออกไปเดินภายในมหาวิทยาลัย ตึกของคณะต่างถูกจัดเป็นสัดส่วน ไม่ได้ใหญ่โตอะไรแต่จะใช้สีโทนเดียวกันทั้งมหาวิทยาลัย คือสีเหลืองอ่อนตัดกับสีแดงเข้มทำให้อาคารต่างๆทั้งมหาวิทยาลัยดูสวยงามและโดดเด่นมาก ต้นไม้ทั้งมหาวิทยาลัยกำลังผลิใบอ่อนมีทุกสีสันตลอดเส้นทาง ริมสองข้างทางถนนภายในหาวิทยาลัยจะปกคลุมต้นไม้เป็นจำนวนมาก ผมออกไปหาซื้อผลไม้และเครื่องครัวทำอาหารที่ตลาดลังกา ผักผลไม้วางเรียงรายขายข้างถนนราคาไม่แพง
ในตอนเย็นผมนั่งสามล้อเพื่อจะไป หอพักของเพื่อนชื่อ subham ที่ไกลออกไปจากตลาด หวังจะเจอหากเขากลับมาจากบ้าน และแล้วก็ต้องผิดหวังอีกวันนี้เจอแต่พวกเพื่อนๆบอกว่า subham ปิดภาคเรียนแล้วไปอยู่บ้านคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วเพราะว่าเราก็จะต้องกลับเมืองไทยอีกไม่นานแล้ว เสียใจมากที่ไม่ทันได้อำลาเพื่อนรักคนนี้
“แต่อย่างไรหากมีโอกาสคงจะมาหาอีกแน่นอน ”


สัมภาษณ์ พระไทย


ในวันที่อากาศร้อนจัดแบบนี้จนไม่อยากจะออกไปไหน แต่วันนี้ผมกับอาจารย์จะต้องไปดูหนังสือที่ร้านเพื่อจะซื้อกลับเมืองไทย เป็นร้านหนังสือใหญ่ในเมืองพาราณสีที่มีหนังสือน่าอ่านเยอะมากทั้งภาษาฮินดี และ ภาษาอังกฤษ
นั่งรถมาซื้อผักทำอาหารที่ตลาดลังกา และต้องรีบกลับมาบ้านด้วยอากาศที่ร้อนจัดยามเที่ยงจนไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้
ในยามเย็นวันนี้ผมต้องออกไปสัมภาษณ์พระนักศึกษาไทยที่หอพักสิทธารถวิหารใน มหาวิทยาลัยกาศี ฮินดู เพื่อเก็บข้อมูลในการทำวิจัย ที่นี่มีพระไทยอาศัยอยู่มาก พระที่นี่ต้องประกอบอาหารกันเอง ไม่สามารถออกบิณฑบาตได้ปกติเหมือนเมืองไทย เพราะคนที่นี่เป็นชาวฮินดูทั้งหมด แต่ก็มีชาวอินเดียในที่ช่วยงานในวัดอยู่เหมือนกัน การใช้ชีวิตของพระที่นี่ก็อยู่ตามสบายการนุ่งห่มก็เป็นไปตามสถานที่ เสื้อยืดสีขาวบ้าง ส้มบ้าง แดงบ้าง หรือบางท่านก็เย็บเสื้อ กางเกงสีส้มคล้ายมหายาน สวมหมวกกันแดดสักเล็กน้อย ปั่นจักรยานเที่ยวยามเย็น
บางท่านพอมีเงินหน่อยก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนสะดวก บางท่านก็ออกกำลังยามเย็นด้วยการเล่นแบตมินตัน พระที่นี่ส่วนใหญ่จะเรียนปริญญาโทและปริญญาเอก ท่านที่เรียนจบแล้วจะก็กลับไปอยู่วัดในเมืองไทย พาราณสีอากาศร้อนมากประกอบกับไฟที่ดับแทบทุกๆ ชั่วโมง ทำให้นึกถึงเมืองไทยที่เราใช้ไฟกันอย่างสบายเสียจริง
“สำหรับคนที่นี่ต้องใช้อย่างอดอยากๆมาเมื่อไรได้ใช้เมื่อนั้น”


เผยแพร่ธรรม ในต่างแดน


ในวันนี้หลังจากที่เสร็จธุระที่บ้านแล้วผมเดินทางไป หอพักพระไทยในมหาวิทยาลัย เพื่อจะไปสัมภาษณ์เก็บข้อมูลงานวิจัย แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลเพราะพระนักศึกษาส่วนใหญ่ออกไปสอบกันหมดที่เหลืออยู่กำลังประกอบอาหารเพล ต้องกลับมาตั้งหลักที่บ้าน
ตอนเย็นผมก็รีบไปนั่งที่วัดศิวนาถ ในมหาวิทยาลัย เพราะๆได้นัดกับเพื่อนคนพาราณสีเอาไว้ เพราะตอนนี้เพื่อนๆหลายคนปิดเทอมกลับบ้านหมดแล้ว นั่งรอตั้งนานก็ไม่เห็นมา โทรศัพท์มือถือก็ติดต่อไม่ได้ จึงไปหาเพื่อนใหม่ดีกว่าที่เพิ่งจะรู้จักกันจึงไปหาที่หอ ดีใจมากที่ได้เจอและนั่งคุยกันเพื่อนคนนี้ชื่อ Guarav และเห็นจะเป็นเพื่อนคนเดียวในขณะนี้ที่พอจะช่วยเหลือเราได้ เรานั่งสามล้อมาเที่ยวที่วัดศิวนาถกันสองคนเพื่อคนสถานที่พูดคุยกัน
“เธอเป็นชาวพุทธเหรอ”
“ช่ายแล้ว” ผมตอบ
“ฉันชอบประวัติและคำสอนของพระพุทธเจ้ามาก เธอรู้จัก มรรครึเปล่า ”
“รู้สิ พระพุทธเจ้าสอนว่า มรรคมีแปดประการ”
“แล้วการเดินจงกลมล่ะ”
“รู้ ฉันเคยเรียนในเมืองไทย ”
“ถ้าเป็นภาษาไทย นี่ผมจะบรรยายถึงไหนถึงกันแน่”
เขาเป็นชาวฮินดูที่ศรัทธาในการปฏิบัติตนของพระพุทธเจ้า และสนใจพระพุทธศาสนามาก รู้จักศีล 5 อีกทั้งยังปฏิบัติตามอย่าเคร่งครัดด้วย ชอบการทำสมาธิภาวนาเป็นอย่ามาก
ผมดีใจที่พบเจอเพื่อนดีๆแบบนี้ เมื่อความมืดมาเยือนพวกเราเลยต้องแยกทางกลับบ้านและวันนี้ก็เป็นวันที่เริ่มต้นมิตรภาพที่ดี ทำให้เรารู้ว่าถึงแม้จะอยู่ที่ไหน
“คนมียังดีอยู่เสมอ”



ภารกิจ เผยแผ่ศาสนา


ในเช้าวันที่มีภารกิจดีๆเช่นนี้ หลังจากที่ตื่นตั้งแต่ตี 4 เพราะไฟดับอากาศร้อนจัดนอนต่อไม่ได้ จึงรีบแต่งตัวไปรอเพื่อนคนอินเดียที่ ชื่อ Guarav ที่ประตูด้านหน้ามหาวิทยาลัย เพราะนัดกันไว้ 7 โมงเช้าเพื่อไปสักการะและเที่ยวชมธัมเมกขสถูป ที่ตำบลสารนาถ ซึ่งห่างจากมหาวิทยาลัยประมาณ 16 กิโลเมตร
Guarav เป็นชาวฮินดูที่เลื่อมใสในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนธรรมมะทั้งๆที่อยู่ในดินแดนของพระพุทธเจ้า ได้แต่รู้จักหัวข้อธรรม เขาพยายามจะถามเรื่องการเดินจงกลม แต่ผมไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาอังกฤษได้
พวกเราซื้อบัตรเข้าสักการะธัมเมกขสถูป คนละ 5 รูปี ซึ่งปกติราคาชาวต่างชาติ 100 รูปี แต่หากแสดงหนังสือเดินทางประเทศไทยจะได้ราคาเท่ากับคนท้องถิ่น นับว่าเป็นเรื่องทีดีสำหรับผู้แสวงบุญชาวไทย พวกเราเดินเข้าไปพบอุบาสิกาชาวไทยคนหนึ่ง นั่งสวดมนต์ข้างๆสถูปด้วยความอิ่มเอิบ ผมรอจังหวะที่จะเข้าไปทักทาย
“คนไทยรึเปล่าครับ”
“ใช่ค่ะ ป้าเป็นแม่ครัวที่วัดไทยสารนาถ เดี๋ยวไปกินข้าวด้วยกันที่วัดนะ ป้าทำข้าวเหนียวเปียกด้วย”
พอรู้ว่าท่านมาจากเชียงราย การสนทนาของเราก็เปลี่ยนเป็นภาษาคำเมืองทันที คุยกันนานพอควร ท่ามกลางเพื่อนๆคนอินเดียที่นั่งฟังอย่างแปลกใจ ท่านเป็นอดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯมาช่วยทำอาหารที่วัดไทยสารนาถ ชื่อคุณแม่อรวรรณ ท่านชวนไปทานข้าวที่วัดซึ่งเป็นโอกาสดี เพราะตั้งใจจะเข้าไปขอพึ่งบารมีวัดไทยทานอาหารกลางวันอยู่พอดี
ผมพาเพื่อนๆชมโบราณสถานภายในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และพยามยามอธิบายด้วยภาษาระดับง่าย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ของผู้เขียนที่เข้ามายังสถานที่นี้ และพยายามอธิบายให้ Guarav ฟังว่า ที่นี่เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่แล้วสั่งสอนธรรมะแก่ปัญจวัคคีย์และเกิดพระสงฆ์รูปแรกขึ้น ถ้าไม่มีที่นี่ก็ไม่มีพระพุทธศาสนา และผมชี้ไปที่เสาหินพระเจ้าอโศกที่แตกหักพร้อมอธิบายว่าถ้าไม่มีเสาหินพระเจ้าอโศกนี้ก็จะไม่มีที่นี่และไม่มีสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา
“Guarav ทึ่งในความเลื่อมใสของพระเจ้าอโศกที่มีต่อพระพุทธศาสนา”
พวกเราเดินเข้าไปในวัดในวัดไทยสนทนากับพลวงพ่อที่มาเรียนที่นี่ท่านเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กรุงเทพฯ ส่วน Guarav สนทนาธรรมกับพระสงฆ์ชาวอินเดีย
เมื่อพวกเราทานอาหารกลางวันเสร็จ ผมลากแขน Guarav ไปสนทนาธรรมกับพระไทย เพื่อนคนนี้เป็นคนใฝ่รู้มากเขาถามหลวงพ่อเกี่ยวกับ มรรคแปด และเรียนการเดินจงกลมทั้งๆที่ตนเองเป็นชาวฮินดู หลวงพ่อสอนเขาเดินจงกลมจนเขาทำตามได้ดี
ในวันนี้จึงเป็นวันที่พวกเราอิ่มบุญและศรัทธาที่นี่มาก ผมจึงปวารณาว่าจะมาช่วยต้อนรับทัวร์ผู้แสวงบุญขาวไทยที่จะมาอีก 2 วันถัดไทยแล้วจึงลาหลวงพ่อกับคุณแม่อุบาสิกาอรวรรณ กลับมหาวิทยาลัย และแล้วผมก็ต้องตกใจที่ Guarav ก้มลงกราบหลวงพ่อกับพื้นด้วยความเลื่อมใส เขาคงเห็นผู้เขียนกราบหลวงพ่อตอนเข้ามาถึงวัด ซึ่งปลื้มใจมาก ได้มีโอกาสชักชวนเพื่อนมารู้จักกับพระพุทธศาสนา มารู้จักกับสิ่งดีงามให้เกิดขึ้นกับชีวิต นับเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของผมที่คืบหน้าไปได้อย่างดีทีเดียว



ชมวัง มหาราชา

สำหรับเช้าวันนี้ตอนแรกต้องไปทำธุระที่ไปรษณีย์ ภายในมหาวิทยาลัยกับอาจารย์ ที่ทำการไปรษณีย์จะเป็นตึกเก่าๆ(เก่ามาก) มีหน้าต่างเป็นช่องสำหรับติดต่อกั้นด้วยลูกกรงเหล็ก ไม่ได้เข้าไปข้างในอย่างเมืองไทย ต้องๆชั่งน้ำหนักพัสดุ จดหมายช่องหนึ่งแล้วก็ต้องไปซื้อแสตมป์อีกช่องหนึ่ง
จากนั้นเราไปนั่งตุ๊กๆ ที่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยไปเที่ยวรามนครซึ่งเป็นวังของมหาราชา โดยต้องข้ามแม่น้ำคง มีการสร้างสะพานไม้ด้วยทุ่นเหล็กลอยเป็นแพ แต่กำลังมีการสร้างสะพานด้วยปูนอยู่
“ถนนข้ามเมืองแย่มากเป็นหลุมเป้นบ่อตลอดทางรวมทั้งฝุ่นมหาศาล เมืองนี้ชื่อว่า รามนครเป็นเขตตัวเมืองเก่าของแคว้นกาศีที่มีชื่อเสียงมานานนับต้องแต่สมัยพุทธกาลและก่อนพุทธกาล ซื้อบัตรเข้าชมวังมหาราชา คนละ 15 รูปี”
ที่นี่เคยเป็นวังของมหาราชาแคว้นกาศี ที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่ก่อน เริ่มรถโบราณนับ 10 คันที่ใหญ่มาก ชนิดที่ว่าใหญ่กว่ารถที่ใช้ปัจจุบันเสียอีก สวยมาก จากนั้นเป็นเสลี่ยงคานหามประเภทต่าง บางอันทำจากเงินแกะสลักลวดลายต่าง บางอันตกแต่งด้วยงาช้างแกะสลัก ชั้นบนเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของใช้ในวัง อีกอาคารหนึ่งเป็นที่รวบรวมอาวุธเป็นนานาชนิด มีตั้งแต่ปืนโบราณในสงครามโลกครั้งที่ 1 ปืนสำหรับป้อมทหารเป็นปืนยาวที่ทำได้สวยมาก บางกระบอกยาวถึง 2 เมตร ตกแต่งด้วยทองเหลืองบ้าง งาช้างบ้าง เครื่องใช่ในวังส่วนใหญ่ทำจากงาช้างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ ของตั้งโชว์ ไม้เกาหลังจากงาช้าง กรรไกรงาช้าง ไม้ทำความสะอาดหูจากงาช้าง หวีจากงาช้าง ต้นไม้เงินต้นไม้ทองจากงาช้าง ของใช้ทุกอย่างแกะสลักประณีตและสวยงามชนิดที่ว่าช่างปัจจุบันคงทำไม่ได้แน่ สัตว์ป่าหายากสต๊าฟไว้ จระเข้ตัวใหญ่มาก หมี และหนังเสือที่ตัวใหญ่มากประดับแสดงอำนาจบารมีของมหาราชา
ตู้โชว์หลายใบจัดแสดงของใช้เครื่องบรรณาการจากประเทศต่างๆที่มอบเป็นของขวัญ รวมทั้งนาฬิกาชนิดต่างบางชิ้นยังใช้ได้อยู่ ห้องสุดท้ายเป็นห้องแสดงภาพถ่าย มหาราชายุคหลังกับกษัตริย์ประเทศต่างส่วนมากถ่ายร่วมกับทางอังกฤษ แต่มีภาพหนึ่งที่ถ่ายร่วมกับคนไทย คือ ถ่ายร่วมกับกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ในประเทศอินเดีย
ในช่วงตอนเย็นออกไปที่หอเพื่อนๆ แต่วันนี้ไม่เจอ Guarav เจอแต่ mahes พวกเราเดินไปเที่ยวแม่น้ำคงคาพร้อมกับเพื่อนใหม่อีกคนชื่อ Vicky ที่ ท่าอัสสี (assi ghat) ผู้คนยังมาเที่ยวกันตามปกติ ชาวบ้านก็มาใช้ชีวิตริมฝั่งแม่น้ำคงคาอย่างเช่นทุกวัน ที่ท่าน้ำมีการขายอาหารจำนวนมาก แต่ทางเดินริมน้ำที่เชื่อมต่อไปท่าอื่นๆ มืดมากแล้วพวกเราเลยไม่เดินไปไกลๆเกรงจะไม่ปลอดภัยจึงนั่งสามล้อกลับมาที่ตลาดลังกา



ปัจฉิมกาล แห่งการผจญภัย


ในวันนี้หลังจากที่ทานอาหารเช้าจัดการธุระต่างแล้วก็นั่งสามล้อออกไปที่หอของ Guarav ด้านหน้ามหาวิทยาลัย นั่งพูดคุยกันนิดหน่อย
ผมชวนเพื่อนๆออกไปเที่ยวฆาต (ท่าน้ำริมคงคา) อากาศร้อนแม้แต่ชาวอินเดียเองยังไม่อยากออกไปไหนเลย ถ้าจะออกไปก็ต้องมีผ้าคลุมหัวด้วย
ผมพาเขาไปร้านหนังสือและให้รอหน้าร้านเข้าไปเอาหนังสือที่จองไว้เมื่อวานและเอามามอบให้เป็นของขวัญ ซึ่งเป็นหนังสือ The necked of Bhudda เพราะเขาสนในหลักพุทธศาสนามากและยังมีความรู้ทางพุทธศาสนามากกว่าคนไทยบางคนเสียอีก ด้วยอากาศที่ร้อนจัดจึงไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำคงคา ในวันนี้แผนการสำรวจท่าน้ำก็ต้องเลื่อนออกไปเพราะร้อนจัดจนไม่สามารถเดินออกกลางแจ้งได้ ต้องนั่งสามล้อตลอดเวลา ผู้ชายคนอินเดียแทบจะทุกคนมักจะมีผ้าสีขาวบ้างสีครีมบ้างผืนเก่าๆเอาไว้โพกหัว คลุมเวลาแดดร้อน ถ้าไม่ร้อนก็พาดคอเอาไว้ หากเป็นผู้หญิงก็เอาส่าหรีหลุมได้เลย


หลายวันเวลาในแผ่นดินอินเดียได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงวันที่จะต้องเดินทางกลับเมืองไทย และตอนนี้ก็คิดถึงบ้านไม่น้อยเลยทีเที่ยว ผมไม่เคยจากบ้านนานขนาดนี้มาก่อนรู้สึกเริ่มตื่นเต้นเมื่อเริ่มเก็บของเดินทางจากพาราณสีกลับสู่เมืองนิวเดลลี
รถไฟเคลื่อนลาจากสถานีพาราณสี ผมนั่งทบทวนความสนุกสนานและประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา หลังจากจัดที่นอนในชั้นบนแล้วก็โทรไปลาเพื่อนๆ
“ฉันจะกลับเมืองไทยแล้วนะ ไว้เจอกันใหม่”
“ลาก่อนครับ โชคดี”
รถไฟมาถึงสถานีนิวเดลลี อย่างไม่ทันรู้ตัวในรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง และต้องเตรียมตัวมาขึ้นเครื่องบินในคืนนี้ การเดินช็อบปิ้งครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น เงินรูปีที่เหลืออยู่ยังไงต้องรีบใช้ให้หมด ถ้าแลกกลับเป็นเงินบาทก็ได้ไม่กี่ตังค์ สู้เราซื้อที่นี่แล้วเอาของไปเมืองไทยยังมีมูลค่ากว่า สินค้าบางอย่างไม่มีในไทย บางอย่างถูกมากจนน่าตกใจ นอกจากจะซื้อชาอินเดียที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้วก็หาซื้อเสื้อผ้า เสื้อยืดลายสวยๆสกรีนรูปทัชมาฮัล
ผมลากของพะรุงพะรังเข้าสู่สนามบินอินธิราคานทีขาออกนอกประเทศซึ่งอยู่ชั้นสอง หลังจากที่ยืนเข้าแถวรอตรวจตั๋วกับพาสปอร์ตนานหลายสิบนาที ผู้ที่จะผ่านเข้าไปในสนามบินได้ต้องเป็นผู้โดยสารเท่านั้น ส่วนคนที่มาส่งก็ต้องอยู่นอกสนามบินไม่มีสิทธิผ่านประตูเข้าไป
หลังจากที่โหลดสัมภาระใบใหญ่ไว้ใต้ท้องเครื่องแล้ว ก็เดินผ่านช่องตรวจต่างๆถือว่าใช้เวลาพอสมควร สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันนั่นก็คือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กออกมาสแกน ส่วนประเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องก็จะถูกค้นบางส่วนหากพบสิ่งแปลกปลอม ขอแนะนำว่าหากใครจะซื้อพวกเครื่องเทศ เครื่องปรุงจากอินเดียให้เอาใส่กระเป๋าเดินทางที่โหลดใต้ท้องเครื่องตั้งแต่แรก เพราะอาจจะถูกยึดได้ถ้าถือขึ้นเครื่อง
เมื่อกำหนดการเดิมเครื่องบินจะขึ้นตอนเที่ยงคืนสี่สิบห้านาที ผู้โดยสารหลายคนมานั่งรอภายในห้องรับรองที่เชื่อมต่อกับรันเวย์ของสนามบิน หลังจากที่เครื่องบินมาจอดแล้วก็ต้องทำการตรวจตั๋วผู้โดยสารครั้งสุดท้ายอีกครั้งก่อนที่จะไปขึ้นรถบริการ เพื่อไปยังจุดที่จอดเครื่องบินของสายการบินอินเดียน แอร์ไลน์ ซึ่งไม่ได้เทียบงวงช้างเหมือนขามาจากสนามบินสุวรรณภูมิ คงจะลดค่าใช้จ่ายในการเทียบงวงช้างที่ค่อนข้างสูงทีเดียว
เครื่องบินทะยานสู่ท้องฟ้าสู่ความมืดตี 1กว่า ระหว่างที่ผู้โดยสารกำลังหลับใหลอย่างเงียบงัน แอร์โฮสเตสสาวแขก ก็ปลุกผู้โดยสารมาทานอาหาร บางคนก็ไม่ทานก็เข้าใจว่าคงกำลังหลับอย่างเพลิดเพลิน
หลังจากที่ลอยลำอยู่กลางอากาศนานพอสมควร เวลาตี 4 ครึ่ง ล้อเครื่องบินก็แตะสนามบินอย่างปลอดภัย ผมถอนหายใจแล้วยิ้มดีใจที่ได้กลับมาสู่แผ่นดินไทยอย่างปลอดภัย เพราะการเดินทางโดยเครื่องบินเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างเสี่ยงและผมกลัวมากที่สุด หากเกิดอะไรขึ้นแทบจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตเลย การเดินทางก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ
ผมปรับนาฬิกาให้เป็นเวลาในเมืองไทย ตอนนี้เวลาประเทศไทย 06.00 น เช้าวันใหม่ในผืนแผ่นดินเมืองนี้ที่ห่างหายไปนานได้กลับมาสู่ผมอีกครั้ง ได้ยินภาษาที่คุ้นหู ผู้คน บ้านเรือน ตึกรามบ้านช่องอย่างที่อยู่อาศัย อากาศไม่ค่อยร้อนเท่าไรไม่มีเสียงแตรให้หนวกหู ที่นี่คือ แผ่นดินไทย บ้านเกิดที่เรารักนั่นเอง
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย เครื่องบินภายในประเทศก็นำผมขึ้นจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่สนามบินนานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องราวทั้งหมดจึงจบลงด้วยรอยยิ้มและความประทับใจ ในเสน่ห์ของดินแดนมหัศจรรย์ ที่เรียกว่าอินเดีย ความประทับใจทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อประเทศนี้จนไม่อาจเก็บความรู้สึกเอาไว้ยิ้มคนเดียวได้ ทำให้มันล้นทะลักออกมาเป็นตัวหนังสือที่ท่านได้อ่าน ในชื่อว่า ลัดฟ้าเที่ยว พาราณสี

ไม่มีความคิดเห็น: