วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อ่านเรื่องลัดฟ้าเที่ยวพาราณสี ช่วง 1

ปฐมบท แห่งการเดินทางไกล

เช้าตรู่ของวันนี้ชายหนุ่มที่ไม่เคยตื่นแต่เช้า ต้องตื่นมาเตรียมตัว เก็บของให้ทันการเช็คอินที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในเวลา 7 โมงเช้า ทั้งๆที่กำลังงัวเงีย จากการนอนไม่หลับด้วยความตื่นเต้น
เดินทางพร้อมกับอาจารย์ ด้วยเป้โน้ตบุ๊ก หนังสือตำรา และลากกระเป๋าเดินใส่เสื้อผ้าอีกหนึ่งใบ เอาตั๋วเครื่องบินไปยื่นที่เคาร์เตอร์ พร้อมกระเป๋าที่ต้องการจะโหลดไว้ใต้ท้องเครื่องบิน ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ของสายการบินไทย และรับ Boarding pass (บัตรสำหรับใช้ขึ้นเครื่อง) ในนั้นระบุชื่อ และสายการบิน เวลาบิน เดินเข้าไปในห้องพักผู้โดยสารที่ต้องผ่านจุดตรวจเสียก่อน
“แหมมันยุ่งกว่าตอนนั่งรถทัวร์ ตั้งหลายเท่าน่ะ”
ควักกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ ใส่ตะกร้าใบเล็ก ให้เจ้าหน้าที่ตรวจ เมื่อยื่น Boarding pass ให้ดูแล้วก็เข้าไปนั่งรอ รอ รอ และก็รอต่อไป
ความตื่นเต้นครั้งแรกกำลังจะมาเมื่อได้ยินเสียง ติ๊ง ต่อง.... เสียงประกาศของหญิงสาววัย 30 ปี ซึ่งเธอเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของท่าอากาศยานนานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ ขอเลื่อนการเดินทางของเที่ยวบินหนึ่งจาก 09.55 น เป็นเวลาเที่ยงวัน “จะบ้าเหรอ” ในใจนั้นคิดว่าหากเป็นสายการบินเราคงยุ่งแน่ เพราะ บ่ายโมงเครื่องบินของสายการบิน Indian Airline จะต้องบินจากสุวรรณภูมิไปยังสนามบินอินทิรา คานที เมืองเดลลี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอินเดีย
พวกเราต้องเช็คอินก่อนเที่ยงวัน และแล้วเสียงประกาศก็ดังขึ้นอีก ติ๊ง ต่อง.... สายการบินไทย เที่ยวบิน TG 103 ขอเลื่อนเวลาออกไป เวลานั้นสมองมันแทบจะคิดอะไรไม่ออก ความหายนะกำลังจะคลืบคลานเข้ามาเสียแล้วหรือนี่ แต่เมื่อเสียงประกาศนั้นจบไป เสียงถอนหายใจก็ดังขึ้น
ขอเลื่อนเวลา TG 103 เพียงครึ่งชั่วโมง ทุกคนต่างรีบเดินมุ่งหน้ามายืนรอประตูเปิด เมื่อพนักงานทำความสะอาดเครื่องบินเสร็จก็เปิดประตูให้ผู้โดยสารเข้าไปในเครื่องซึ่งการตรวจตั๋วครั้งสุดท้ายนี้ต้องแนบบัตรประจำตัวประชาชนด้วย เดินผ่านช่องเล็กๆเข้าไปโผล่ในเครื่องบิน ครั้งแรกที่นั่งการบินไทยมันช่างกว้างใหญ่อะไรปานนั้น หน้าตัดหนึ่งมีตั้ง 10 ที่นั่ง ทั้งลำก็คงจะหลายร้อยคน ใช้เวลา 50 นาที เครื่องบินก็ลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ผู้โดยสารต้องใช้บริการรถที่สนามบินเตรียมไว้ นั่งจาก runway ไปยังจุดรับกระเป๋าสัมภาระ ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน แต่ละสายการบินก็จะลำเลียงกระเป๋ามาตามสายพาน ผมก็ไปดูที่จอว่า เที่ยวบินเรามาสายพานไหน ก็ไปรอเอาที่นั่น คว้ากระเป๋าได้ก็รีบมุ่งหน้าสู่ชั้น 4 ขาออกนอกประเทศทันทีด้วยความรีบเร่ง ต้องรีบไปเช็คอิน ผมขอแนะนำให้เช็คอินก่อนเครื่องออก 1 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น สายการบิน Indian Airline ต้องไปเช็คอินที่แถว W ซึ่งอยู่ด้านในสุด ผมก็เดินตามแถวที่มีจอแสดงเที่ยวบินขึ้นอยู่ดูว่า จอไหนเป็นของสายการบินเราก็ไปเช็คอินที่เคาร์เตอร์นั้น พร้อมกระเป๋าที่จะโหลดไว้ใต้เครื่องเช่นเดิม เนื่องจากเป็นการบินระหว่างประเทศผมก็ยื่นตั๋ว พร้อมกับ พาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) ให้กับเจ้าหน้าที่ แล้วเราก็จะได้รับพาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) คืนพร้อมกับใบ ต.ม. (ตรวจคนเข้าเมือง) กรอกเอกสารให้ครบซึ่งคงไม่มีปัญหาเพราะเป็นภาษาไทยล้วนๆ
ระหว่างนี้เราอาจไปแลกเงินดอลล่าร์ก็ได้ซึ่งต้องลงไปชั้น 3 มีธนาคารไทยพาณิชย์ สำหรับให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน เมื่อพร้อมแล้วก็ เข้าแถวตรวจหนังสือเดินทางขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลานานมาก และคนต่อคิวยาวมากถึงแม้จะมีหลายแถวก็ตาม แนะนำให้มาตรวจก่อนเครื่องจะออก มากกว่า 1 ชั่วโมงเพราะไม่เช่นนั้นอาจจะไม่ทันขึ้นเครื่องก็เป็นได้ ผมใช้เวลายืนรอถึง 1 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เราต้องเตรียมเอกสารให้ครบ พาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง),ใบ ต.ม. (ตรวจคนเข้าเมือง) ที่กรอกข้อมูลแล้ว เมื่อถึงคิวเราจะมีจุดให้ยืนนิ่ง ยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่บอกให้มองกล้อง บันทึกภาพทุกคนที่จะออกประเทศ จากนั้นก็ต้องไปที่ประตู ตามที่ระบุไว้ในตั๋วของการบินว่าเครื่องจะจอดประตูไหน ผมก็รีบวิ่งไป ประตู F3 ก่อนอื่นต้องเข้าประตู F ก่อน ผ่านจุดตรวจซึ่งน่าตลกซะเหลือเกินที่นอกจากจะค้นตัวแล้วยังต้อง ให้ถอดเข็มขัดออกด้วย ฝรั่งคงหัวเราะน่าดู จุดตรวจนี้พนักงานพูดไม่ค่อยสุภาพ แม้แต่ชาวต่างชาติเองก็คงไม่ประทับใจ เอากระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องเข้าสแกน เครื่องนี้จะรู้หมดว่าของในกระเป๋ามีลักษณะเป็นอย่างไร
ผมเอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กใส่ พอสแกนออกมาก็เป็นรูปโน้ตบุ๊กขึ้นที่จอ เจ้าหน้าที่จ้องผมแล้วก็ถามผมอย่างขึงขัง “ในกระเป๋ามีคอมพิวเตอร์ใช่ไหม เอาออกมาใส่ตระกร้า”
ตุ๊บๆ ตุ๊บๆ หัวใจเต้นมือเย็นชา คิดว่าเขาจะทำอะไรกับโน้ตบุ๊กเราหรือเป๋า แล้วให้เอาใส่ตะกร้าสแกนอีกรอบหนึ่ง ส่วนกระเป๋าเงิน โทรศัพท์มือถือ ก็เอาใส่ตะกร้า แล้วเดินไปรอรับด้านหน้า ตะกร้าก็จะไหลตามสายพาน
จากนั้นผมก็ต้องเดินต่อไปช่อง F3 ซึ่งเป็นช่องที่รอขึ้นเครื่องของเที่ยวบิน IC 845 โดยพนักงานก็ตรวจค้นกระเป๋าทุกใบที่นำขึ้นเครื่องอย่างละเอียดโดยจะถามเพียงคำเดียวเท่านั้น
“คุณมีไฟแช็คไหม”
ไม่ว่าคนไทยหรือชาวต่างชาติ เมื่อตรวจค้นเสร็จแล้วก็นั่งรอในห้องรับห้องที่เชื่อมต่อกับช่องทางเดินที่ จะขึ้นเครื่อง จากเวลาเดิมเครื่องขึ้นบ่ายโมงก็เลื่อนออกไปอีกเป็น 14.25 น. โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า แต่เวลาก็จะโชว์ขึ้นที่จอ พอเครื่องบินมาจอดเราสมารถมองเห็นได้จากห้องรับรอง เพราะมันเป็นกระจกใสทั้งนั้นเลย เครื่องบินก็จอดเอาประตูเทียบช่องทางเดิน ผู้โดยสารหลายร้อยคนเดินออกมา พนักงานสายการบินก็เอากระเป๋า ผู้โดยสารที่เดินทางมาออกจากท้องเครื่องบิน ลำเลียงกระเป๋าผู้โดยสารชุดใหม่ใส่เข้าไป เมื่อพร้อมแล้วก็เปิดประตูช่องทางเดินขึ้นเครื่อง
ฝูงชนต่างรีบเร่งแย่งกันเข้าไปพร้อมรับเอกสารภาษาอังกฤษใบหนึ่ง คล้ายกับใบ ตม. แต่เป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้นให้กรอกข้อมูลบนเครื่อง ผมได้ที่นั่ง 12B โดยสารการบิน Indian Airline จะเป็นเครื่องบินขนาดกลางๆไม่ใหญ่มากที่นั่งมี2 ฝั่ง ด้ายซ้ายเป็น 1A-C ด้านขวาเป็น 1D-F มีทางเดินแคบๆตรงกลาง กระจกหน้าต่างค่อนข้างเก่าเลยทีเดียว ขุ่นมัว มองออกไปไม่ค่อยชัด พอเครื่องขึ้น สักพักพนักงานก็สาธิตการใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และอุปกรณ์ชูชีพ
“Lady and gentleman …….thank you ” ผมแปลได้ว่า สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทุกท่าน ขอบคุณค่ะ ส่วนตรงกลางนึกเอาเสียว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน
กลิ่นหอมโชยมาจากด้านหลัง อาหารบนเครื่องมื้อนี้เป็นอาหารอินเดีย เนื้อไก่ผัดถั่วลันเตา ข้าวโพด สลัดแตงกวา ขนมปังกับเนยจืด ใช้เวลาอยู่ 4 ชั่วโมง กับการลอยอยู่ในอากาศของเรือบินลำนี้
ล้อเครื่องบินก็แตะพื้น ตุ๊บ กระดอนยกตัวขึ้นครั้งหนึ่ง อิ๊ดๆๆ แคร็กๆๆ จะพังรึเปล่าเนี่ย ครืดๆๆๆ ลงจอดสนามบินอินธิราคานที ประเทศอินเดียแล้วมันปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก ผมลงบันไดเครื่องบินมาด้วยรอยยิ้มเอิบอิ่มบนใบหน้า เหยียบลงบนแผ่นดินของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ภายในสนามบินขาเข้าก็มีช่องตรวจเอกสาร ยื่นพาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) พร้อมเอกสารที่แจกตอนขึ้นเครื่องกรอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษให้ครบ ยื่นที่ช่องใดช่องหนึ่ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะฉีกเอกสารภาษาอังกฤษเป็น 2 ส่วนตามรอยประ ยื่นส่วนเล็กให้เราพร้อมกับพาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) เดินไปรับกระเป๋าซึ่งลำเลียงมาตามสายพานแต่ว่าช้ามาก ตรงจุดนี้จะมีธนาคารสำหรับบริการแลกเงินเป็นสกุลรูปี โดยใช้เงิน us dollar หรือ เงินไทยก็ได้ เมื่อผ่านทางออกสนามบินก็ต้องยื่นเอกสารใบเล็กที่ได้รับจากด่านตรวจคนเข้าเมือง จึงสามารถออกไปขึ้นรถได้
การใช้บริการแท็กซี่สนามบินก็ต้องไปจ่ายเงินตรงช่องบริการใกล้กับทางออกแล้วก็ไปเลือกรถที่ขนาดพอกับจำนวนคน เป็นรถรุ่นเก่าคล้ายกับรถโฟล์ค แต่คันใหญ่กว่าพอนั่งได้ 4-5 คน เข้าไปในเมืองคนละประมาณ 300 บาท
“ตายจริงนี่รถ หรือที่ขังยุงนี่ จับมาผัดสัก 10 ตัวคงเต็มกะทะแน่”
“นี่รถแท็กซี่ เหรอ นึกว่ามาชมพิพิธภัณฑ์”
ในเดลลี การเข้าพักในเกสเฮ้าส์ หรือโรงแรมนั้น ราคาแพงมาก ห้องพัดลมธรรมดา ดูโซมๆ ราคาห้องละ 1000 รูปี เลยทีเดียว การเช็คอินเข้าพักก็ต้องใช้พาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) และต้องตอบคำถามว่า มาจากที่ไหน มาถึงวันไหน จะไปที่ไหน แต่หากเป็นโรงแรมใหญ่เราต้องกรอกข้อมูลเหล่านี้ด้วยตนเอง และเขียนคำตอบลงในบัญชีการเช็คอินซึ่ง มีลักษณะคล้ายกันทุกโรงแรม เป็นเอกสารที่ต้องส่งให้รัฐบาลอินเดีย


ท่องเที่ยว ในเดลลี

คณะทัวร์ของพวกเราทานข้าวที่ร้านอาหารอินเดียใต้แห่งหนึ่งใน นิวเดลลี อาหารรสค่อนข้างเผ็ด รสจัดด้วยกลิ่นไอของเครื่องเทศนานาชนิด คงจะเหมือนอาหารภาคใต้ของไทย
ผมเดินเล่นในสวนสาธารณะ ร้านค้าที่นี่คนขายของส่วนมากจะเป็นผู้ชายทั้งนั้นไม่ว่าที่ไหนของประเทศ ร้านดอกไม้ที่นี่ก็จัดดอกไม้โดยผู้ชาย จัดเป็นช่อวางขายสวยมาก แต่นิยมจัดเป็นสีเดียวกันในแต่ละช่อ ใจกลางกรุงนิวเดลลี มีช่องทางเดินลอดใต้ถนน (subway) สามารถเดินข้ามไปถนนฝั่งไหนก็ได้เพื่อความปลอดภัย มีทางออกถึง 4 ทางด้วยกัน วันนี้เราเริ่มกันที่ ประตูชัยอินเดีย(India grat) สัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีชื่อเสียง ผู้คนทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากนิยมมาเที่ยวและถ่ายรูปกันที่นี่ ตำรวจเดินลาดตระเวนหลายนาย ที่นี่น่าแปลกตำรวจไม่ได้พกปืนสั้นเหมือนบ้านเราแต่ถือไม้เรียวแทนทุกนายโดยทำจากหวายยาวประมาณ 1 เมตร ปานประหนึ่งกระบี่ของนายร้อยเลยทีเดียว
Qutb Minar คือสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวมาก เป็นเมืองเก่าของ Old Dilhi ซากปรักหักพัง และยังมีหอคอยที่ยังสมบูรณ์อยู่ แต่ก่อนใช้เป็นที่สอดส่องดูแลความสงบของบ้านเมือง จารึกด้วยอักษรอาหรับรอบหอคอยสวยงามมาก บัตรเข้าชมสำหรับคนอินเดีย 10 รูปี ชาวต่างชาติ 200 รูปี หากแสดงหนังสือเดินทางประเทศไทยจะได้ซื้อบัตรในราคาเท่ากับคนอินเดีย ควรเก็บกล้องถ่ายรูปให้เรียบร้อยระหว่างเดินเข้าไป แต่ด้านในสามารถถ่ายรูปได้ตามปกติ ไม่อนุญาตให้นำขาตั้งกล้องเข้าไป
Raja Chat คือ สถานที่เผาศพของมหาตมะคานที บิดาแห่งประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำยมุนา หลังจากเผาศพแล้วได้นำอัฐิบรรจุไว้ที่นั่นสร้างแท่นหินอ่อนสีดำครอบ เปลวไฟที่ตะเกียงขนาดใหญ่ที่นี่ไม่เคยดับนับตั้งแต่วันที่เผาศพของท่าน รอบๆ บริเวณมีการจัดสวนอย่างสวยงามพร้อมดอกไม้ที่เบ่งบานตลอดปี ทุกวันมีชาวอินเดียและชาวต่างชาติมาแสดงเคารพเป็นจำนวนมาก การเข้าไปต้องฝากรองเท้าไว้กับเจ้าหน้าที่ด้านหน้า โดยจะมีที่เก็บไว้ตามชั้นวางเป็นช่องๆ แล้วเดินเข้าไปด้วยความสงบ เมื่อออกมาก็มารับรองเท้าแล้วแต่จะบริจาคส่วนมากจะจ่ายรวมเป็นคณะทัวร์ หรือใครจะให้ทิปก็ยิ่งดี
“บ่ายสองพอดี ชักเริ่มหิวข้าวแล้วสิ”
อาหารกลางวัน มื้อนี้ เป็นร้านอาหารชื่อดังก้องโลก อยู่ในถนนเล็กๆ ผู้คนพลุกพล่านซึ่งรถยนต์เข้าไปลำบากต้องเดินหรือนั่งสามล้อเข้าไป ชื่อร้าน Karim ซึ่งสืบทอดมาจากพ่อครัว ในราชสำนักของราชวงศ์โมกุล ของอินเดีย มีชื่อเสียงมากก็ว่าได้ที่สุดเลยก็ว่าได้ราคาก็ไม่แพง แต่จะต้องยืนรอโต๊ะเป็นชั่วโมงเลยทีเดียวเพราะลูกค้าที่นี่ไม่เคยว่างเลยก็ว่าได้
“ตอนนี้ยิ่งเป็นเวลา บ่ายสองโมง ซึ่งเป็นเวลาอาหารกลางวันของคนอินเดีย” อย่าฝันที่จะหาโต๊ะว่างง่าย และแล้ว พระเจ้าก็ประทานที่ให้พวกเรา
“อิ่มท้องแล้วก็นั่งสามล้อเที่ยวกันต่อเถอะ”
Red Fort (ป้อมแดงหรือ ภาษาอินเดียเรียกว่า ลาล กิลา คำว่า ลาล ในภาษาฮินดี แปลว่า สีแดง) เป็นพระราชวังของกษัตริย์ราชวงศ์โมกุลซึ่งมีขนาดใหญ่มากเป็นสีแดงทั้งหมด ราคาบัตรเข้าชมก็เช่นกัน หากแสดงหนังสือเดินทางประเทศไทยจะได้ซื้อบัตรในราคา 10 รูปีเท่ากับคนอินเดีย ทางเข้าชมพระราชวังต้องเดินแยกเป็น 2 แถว ชายหญิง เพราะต้องผ่านการตรวจค้นอาวุธก่อน หากมีกระเป๋าก็จะตรวจค้นกระเป๋าด้วย ขณะซื้อบัตรจะได้ชุดละ 2 ใบ คือเข้าชมพระราชวัง กับ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่เก็บชุดนักรบของทหารสมัยราชวงศ์ โมกุล อาวุธปืนโบราณ หอก ดาบ โล่ ของใช้ในสงคราม ระเบิดและเครื่องยิงระเบิดชนิดต่างมากมาย ในพระราชวังด้านหน้ามีลานกว้างและแท่นสูงต่อออกมาจากเขตพระราชฐานสำหรับการออกท้องพระโรงว่าราชการของกษัตริย์ แห่งราชวงศ์โมกุล ทำจากหินอ่อนและประดับลายสวยมาก คล้ายกับ สิงหบัญชร ของเมืองไทยนั่นเอง มีที่ประทับของกษัตริย์และพระราชวงศ์ ที่กว้างขวางมากส่วนใหญ่ทำจากหินอ่อนทั้งหมด
เย็นวันนี้พวกเราต้องเดินทางจากนิวเดลลี ไปยังเมืองพาราณสี โดยรถไฟ ในเวลา 18.30 น. รถไฟอินเดียคนเยอะมาก และพลุกพล่านด้วยผู้คน
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแนะนำเดินทางโดยตู้นอนจะปลอดภัยกว่า เพราะตู้นอนส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีการศึกษา มีฐานะพอสมควร จึงมีความมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง
“ซื้ออะไรครับ หมอจอย” เอ่ยถามสมาชิกของคณะทัวร์เรา
“โซ่พร้อมกุญแจ เส้นละ 100 รูปี พี่ต่อได้ 40 รูปี เอง”
“ว้าว ไม่น่าเชื่อ นากจากหมอจะต้องเรียนเก่งแล้ว เรื่องต่อราคาก็ไม่เป็นรองเลย”
ที่สถานีจะมีโซ่ขาย พร้อมกุญแจ สำหรับคล้องกระเป๋ากับเตียงนอน ตู้นอนของรถไฟจะมี แบบ 2AC คือเตียงนอน 2 ชั้นมีผ้าม่านกั้นระหว่างทางเดินราคาประมาณ 1100 รูปี แบบ 3AC คือเตียงนอน 3 ชั้นค่อนข้างแอดอัด ไม่มีผ้าม่านกั้น จากนิวเดลลีถึงพาราณสี ราคาประมาณ 800 รูปี
ผู้ชายใส่ยูนิฟอร์มพร้อมผ้ากันเปื้อน หิ้วถังน้ำ ตะโกนทั่วรถไฟ “ อุ๊ย เค้าตะโกนด่าใครเหรอ”
“โกลดิ้ง โกลดิ้ง จาย จาย กาฟี้ กาฟี้ ตามาตัล ซุบ” ผมฟังเขาพูด เดินไปเดินมาจนเข้าใจ
อ๋อ รับน้ำอัดลม ชาร้อน กาแฟ และ ซุบมะเขือเทศไหมครับ โล่งอกไปเรานึกว่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นบนรถไฟเสียอีก
ในรถไฟจะมีบริการขายขนม ชานมร้อนๆ กาแฟร้อนราคาเพียง 5 รูปี ซุปมะเขือเทศร้อนซึ่งได้รับความนิยมมากและน้ำอัดลม ที่คนอินเดียเรียกว่า Cold drink
“เอ๊ก กลัม จาย” ชาร้อนหนึ่งแก้วครับ
แค่นี่แหละ ผู้ชายคนนั้นก็ย่อเข่าลง บรรจงหนีบกระติกน้ำร้อนด้วยขาทั้งสองข้างของเขา
“แหม ท่าสวยนะเรา ร้อนแทนพี่แกซะจริง” กดน้ำร้อนที่คงผสมนมไว้แล้วลงในถ้วยชา จ็อก จอก ๆ
“อ๋อ นี่เหรอ ชาร้อนอินเดียสูตรเร่งด่วน” รสชาติก็ไม่เลว แถมราคาถูก 5 รูปีเองครับ
การทานอาหารผมไม่แนะนำให้สั่งอาหารในรถไฟเนื่องจากการทำแบบรีบเร่ง รสชาติอาจไม่ดีเท่าที่ควรและราคาค่อนข้างแพง และเสริฟอาหารช้ามากเพราะคนสั่งเยอะ หากเรานั่งตู้นอนสุดท้ายมีหวังรอจนหลับไปก่อนแน่ ทางที่ดีห่อขึ้นไปทานจะแน่นอนกว่า หิวเมื่อไหร่แกะทานได้เลย

รถไฟถึงเมืองพาราณสี เวลา 9 โมง สองข้าทางเริ่มเห็นความเป็นชนบทและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่สถานีเสียงประกาศจอแจ ของประชาสัมพันธ์เพิ่มความวุ่นวายไปอีก มีคนขับรถชูป้ายรอรับ แล้วพาไปพักที่โรงแรม ตอนสายวันนี้เดินทางไป หอพักสิทธารถวิหาร ซึ่งเป็นหอพักชองสมาคมพระนักศึกษาไทย มหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี อยู่ใน Banaras University (Kashi Hindu University ) มีทั้งพระและแม่ชีที่กำลังศึกษาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก...


บั้นปลายชีวิต ที่ริมคงคา

“ติ๊ดๆ ติ๊ดๆๆๆ” เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ผมงังเงียเอื้อมมือกดสวิตไฟที่ฝาผนัง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทุกอย่างยังอยู่ในภวังค์แห่งความมืดมิด
“ไปดับ เหรอนี่” โรงแรมใหญ่แบบนี้ไม่มีเครื่องปั่นไฟ เวลานัดหมายใกล้มาถึงผมเดินไปบอกคณะทัวร์เราให้เตรียมตัวไปล่องเรือชมแม่น้ำคงคา
เมื่อพร้อมกันแล้วคนพายเรือเดินมารับพวกเราที่หน้าโรงแรม หลังจากตกลงราคาเสร็จเราก็เดินตามไปที่ริมท่าน้ำซึ่งห่างจากโรงแรมไม่ถึงร้อยเมตร นั่งเรือชมบรรยากาศยามเช้าของแม่น้ำคงคา แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูที่เชื่อว่าไหลมาจากเศียรของพระศิวะ เรือล่องผ่านท่าน้ำต่างๆท่ามกลางฉากพระอาทิตย์ขึ้นเป็น องค์ประกอบที่สวยงามเสียยิ่งนักในยามเช้าแบบนี้ ท่าน้ำของชาวฮินดูแต่ละท่าต่างมีความสำคัญและประวัติความเป็นมาที่ต่างกัน นั่นรวมถึงการแบ่งชั้นวรรรณะของพวกเขาด้วย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีทั้งฝรั่งและมีชาวไทยอีก 2 คณะทัวร์ที่ล่องเรือชมวิถีชีวิตของชาวฮินดูริมฝั่งแม่น้ำคงคา
การมายืนบูชาพระสุริยเทพ ก็เป็นอีกหนึ่งวิถีชิวิตชาวฮินดูที่เห็นได้ริมฝั่งแม่น้ำสายนี้ การบูชานี้เรียกว่า ท่าสุริยนมัสการ มี 12 กระบวนท่าด้วยกัน เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกโยคะนั่นคือการรวมเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าเพื่อความหลุดพ้นในคติฮินดู
เมื่อเรือล่องผ่าน มัลลิการ์ฆาต หรือ ท่าน้ำมัลลิการ์ ซึ่งเป็นท่าน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้ในการเผาศพของชาวฮินดู เรือของพวกเราขับใกล้เข้าเรื่อยๆ ผมจึงเก็บกล้องถ่ายรูปซ่อนไว้ เพราะบริเวณนี้ห้ามถ่ายรูป ชาวฮินดูมีความเชื่อว่า จะทำให้ดวงวิญญาณไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้า
“อาจเหมือนกล่องดูดวิญญาณรึเปล่า”
กล่าวกันว่าไฟกองนี้ไม่ดับมาสองสามพันปี ที่กล่าวเช่นนี้เพราะว่าทุกนาทีจะมีการเผาศพอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันว่างเว้นครั้งละหลายๆศพ เพราะชาวฮินดูทุกคนต่างปรารถนาที่จะมาตายริมฝั่งแม่น้ำคงคา หรือได้เผาศพตนที่ท่ามัลลิการ์ของแม่น้ำคงคาเพื่อจะได้ชำระบาปและไปอยู่กับพระเจ้า บริเวณนี้จึงมีโรงแรมมรณะ หรือโรงแรมรอตายเกิดขึ้นโดยสร้างเป็นช่องเล็กๆให้นอนรอความตายสำหรับผู้ที่ป่วยหนัก รายการโทรทัศน์ของไทยก็เคยมาถ่ายทำโรงแรมมรณะเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
การเผาศพวันนี้กำลังเผาอยู่ 2 ศพ ที่ไฟลุกโชติช่วงอยู่บนกองฟืน ส่วนอีกศพหนึ่ง กำลังทำพิธีอาบน้ำล้างบาป คือการหามแคร่ศพนั้นที่ห่อด้วยผ้า ลงจุ่มน้ำคงคา แล้วนำขึ้นมาทำพิธีข้างๆเชิงตะกอน ซึ่งเป็นศพของผู้หญิง ที่รู้ว่าเป็นศพของผู้หญิงก็เพราะว่าห่อด้วยผ้าที่มีสีสันหลากหลายประดับตกแต่ง หากเป็นศพผู้ชายชาวอินเดียจะห่อด้วยผ้าขาวธรรมดา สิ่งเหล่านี้จึงเป็นมรณานุสติแก่ผู้ที่พบเห็น เป็นคำสอนที่คอยพร่ำบอกว่า สังสารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ทุกชนชั้นทุกวรรณะ ไม่ว่าจะจนหรือรวยสถานที่สุดท้ายของชีวิตที่คือ ที่เผาศพด้วยกันทั้งนั้น
สาธุ คนขับเรือของพวกเราเหงื่อแตก ดูท่าทางเหนื่อยมากในการพายเรือกลับโรงแรม เพราะต้องพายทวนกระแสน้ำคงคา จนมาถึงท่าน้ำอัสสี ซึ่งติดกับโรงแรมที่พวกเราพัก หลังจากที่รับประทานอาหารเช้าแล้ว คณะทัวร์ของพวกเราเตรียมมุ่งหน้าสู่พุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร เพื่อไปสักการะต้นโพธิ์ตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พวกเราเดินทางออกจากพาราณสีเวลา เกือบ 9.00 น. ถนนหนทางดีขึ้นกว่าเดิม รถวิ่งผ่านชนบทท่ามกลางแสงแดดร้อนจัดของประเทศอินเดียยิ่งกว่าช่วงเมษายนของไทยเสียอีก พวกเราหิวน้ำกันมากร้านขายน้ำที่นี่ก็หายากเพราะมีแต่ทุ่งนาที่มองไปสุดลูกตา ขับรถเรื่อยๆกระทั่งในที่สุดก็เจอร้านค้าเล็กๆ พวกเราถึงพุทธคยา ก็เป็นเวลา 14. 30 น. เข้าพักที่โรงแรมตถาคต โรงแรมแห่งนี้มีผู้คนเข้ามาพักเยอะมาก โดยเฉพาะคนไทยที่เดินทางมากับคณะทัวร์อื่นๆ อาหารที่โรงแรมนี้รสชาติระดับสากล มีอาหารไทยคอยบริการด้วย ไม่เหมือนกับที่อื่นๆที่เพียบพร้อมด้วยบรรดาเครื่องเทศนานาชนิด คัดสรรจากอินเดีย อาหารมื้อนี้เป็นมื้อที่วิเศษสำหรับผมเลยทีเดียว
ระหว่างที่คณะทัวร์ของเราพักผ่อนกัน ผมก็สวมวิญญาณนักช็อปมืออาชีพออกสำรวจร้านค้าของที่ระลึกจำนวนมากที่เรียงรายกันบริเวณใกล้ๆ ตกเย็นคณะทัวร์ของพวกเราก็ไปสักการะพุทธคยาเจดีย์ และต้นศรีมหาโพธิ์ เมื่อฝากรองเท้าเสร็จก็เดินไปที่เจดีย์
“อ้าว นั่นท่าน ว.วชิรเมที หนิ”
“ใช่แล้ว” วันนี้ท่านมาบันทึกรายการโทรทัศน์ถึงอินเดีย
“แหม อยู่เมืองไทย ไม่เคยเจอตัวจริงท่านสักที ดันมาเจอที่อินเดีย” ผมคิดในใจ
เมื่อเข้าไปถึงพุทธคยาเจดีย์ ผมก็ทำหน้าที่บรรยายพุทธประวัติย้อนไปเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนให้คณะทัวร์เราได้เข้าใจ
“พระพุทธรูปข้างหน้าคือ พระพุทธเมตตาครับ มีความงดงามมาก ครั้งหนึ่งมเหสีของพระเจ้าอโศกมหาราชสั่งให้ทหารทำลาย แต่มหัศจรรย์ก็บังเกิด!!! แผนการครั้งนี้ไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถทำลายได้ จึงส่งผลให้มีอันเป็นไปทั้งกองทัพ ผู้ที่มาพบเห็นต่างเกิดปีติ เอิบอิ่ม เหมือนได้เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะเป็นเมืองที่สองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ ณ ที่นี้”
“ครั้งหนึ่งมีกษัตริย์จากเมืองอื่นหวังจะมีทำลายพระพุทธรูปองค์นี้ แต่พอมาพระพักตร์ที่งดงาม เปี่ยมด้วยเมตตาก็ยกเลิกความตั้งใจ”
เมื่อพระโพธิสัตว์นั่งบำเพ็ญใต้ต้นโพธิ์ซึ่งได้เปล่งวาจาไว้ว่า “ แม้เลือดเนื้อจะแห้งเหือดไป เหลือเพียงหนัง เอ็น และกระดูก็ตามที หากไม่บรรลุธรรมที่ควรบรรลุด้วยเรี่ยวแรง ความพยายามและความบากบั่นแบบลูกผู้ชายแล้วไซร้ ก็จะไม่เลิกความเพียร” จากนั้นพระองค์ทรงเริ่มลำดับของการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโดยเจริญสมถภาวนาตามลำดับฌานทั้ง 4 และทรงให้ญาน 3 เกิดขึ้น ตามลำดับเวลาดังนี้
1) บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติต่าง ๆ ในตอนปฐมยาม
2) จุตุปปาตญาณ ทรงเห็นสรรพสัตว์จุติและเกิดตามกรรมของตนเอง ในตอนมัชฌิมยาม
3) อาสวักขยญาณ ทรงทำลายกิเลสที่นอนอยู่ในสันดานได้อย่างเด็ดขาด และทรงพิจารณาหลัก ปฏิจจสมุปบาทธรรมตามแนวแห่งอริยสัจ 4 ในตอนปัจฉิมยาม จากนั้นก็ตรัสรู้ในรุ่งเช้า วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 28 ของศาสนาพุทธ นามว่า โคตรมะพระพุทธเจ้า ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก
หลังจากบรรยายเสร็จผมพาคณะทัวร์เดินชมสถานที่เสวยวิมุติสุขของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง 7 แห่งด้วยกัน ในสมัยนั้นพระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ 7 แห่ง แห่งละ 7 วัน รวมทั้งหมด 49 วันโดยไม่เสวยอาหารและน้ำเลยแม่แต้น้อยเท่ากับจำนวนข้าวมธุปายาธที่นางสุชาดาถวาย 49 ก้อน
สัปดาห์ที่ 1 พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ เพื่อทบทวนหลักปฏิจจสมุปบาทอยู่ 7 วัน
สัปดาห์ที่ 2 ทรงเสด็จจากต้นโพธิ์ เดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประทับยืนเพ่งต้นโพธิ์ 7 วัน สถานที่นี้เรียกว่า “อนิมิสสเจดีย์”
สัปดาห์ที่ 3 ทรงเสด็จกลับมาประทับอยู่กึ่งกลางระหว่างต้นโพธิ์กับอนิมิสสเจดีย์ เสด็จจงกรมอยู่ 7 วัน สถานที่นี้เรียกว่า “รัตนจงกรมเจดีย์” ปัจจุบันสร้างเป็นรูปดอกบัวเรียงกันเป็นทางยาว 19 ดอกด้วยกัน
สัปดาห์ที่ 4 ทรงเสด็จไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นโพธิ์ นั่งขัดสมาธิ พิจารณาอภิธรรมปิฏก 7 วัน สถานที่นี้เรียกว่า “รัตนฆรเจดีย์”
สัปดาห์ที่ 5 ทรงเสด็จไปทางทิศตะวันออกของต้นโพธิ์ ประทับใต้ไทร อยู่ 7 วัน ผจญกับธิดาทั้ง 3 ของพญามาร ชื่อว่า นางตัณหา นางราคา นางอรดี
สัปดาห์ที่ 6 ทรงเสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นโพธิ์ ประทับนั่งที่ต้นไม้จิก (มุจลินท์) อยู่ 7 วัน มีฝนตกเกิดพายุโหมกระหน่ำและมีพญานาคชื่อมุจลินท์ มาล้อมพระพุทธองค์ให้ปลอดภัยจากแมลงสัตว์ร้ายต่างๆและแผ่พังพานป้องฝนให้ จนเกิดเป็นพระพุทธรูปประจำวันเสาร์ ปางนาคปรกที่เรารู้จักกันดี ปัจจุบันสถานที่นี้สร้างเป็นพระพุทธรูปนาคปรกอยู่กลางสระน้ำ
สัปดาห์ที่ 7 ทรงสด็จไปยังต้นเกดทางทิศใต้ของต้นโพธิ์ อยู่ 7 วัน หลังจากที่เดินชมสถานที่เหล่านี้แล้วพวกเราเดินอ้อมไปที่ต้นโพธิ์ตรัสรู้ด้านหลังโพธิคยาเจดีย์
“ต้นโพธิ์นี้ คือ ต้นโพธิ์สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่เป็นรุ่นที่ 4 ครับ” หลังจากที่ต้นแรกถูกมเหสีของพระเจ้าอโศกมหาราช เอายาพิษมาราดต้นโพธิ์ เพราะท่านดำรงตนเป็นศาสนิกอื่นและไม่พึงพอใจที่พระเจ้าอโศกมหาราชมัวแต่ทำนุบำรุงศาสนาพุทธ จนไม่เอาใจใส่มเหสีเสียเลย ส่วนโพธิ์ต้นนี้อายุร้อยยี่สิบกว่าปีมาแล้ว
“เมื่อเราจินตนาการว่าสมัยที่พระพุทธองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ท่านตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์แห่งนี้ หลังจากที่อธิษฐานลอยถาดทองคำที่ใส่ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา แล้วเดินข้ามน้ำเนรัญชรามา ณ จุดนี้ เป็นที่น่าปีติอย่างยิ่งที่เราได้อยู่เข้าเฝ้าใกล้ชิดพระพุทธองค์เช่นนี้”
ด้วยความยิ้มแย้มของผม ระหว่างที่เดินทางชมร้านของที่ระลึก ก็มีเด็กๆชาวอินเดียนับสิบคนเดินตามผมเป็นขบวน
“คงนึกว่าผมเป็นดารามั้ง” ผมคิดในใจแล้วก็เผลอยิ้มมุมปาก
ผมสำรวจของมีค่าตามตัวแต่ก็อยู่ครบทุกชิ้น จะมาขายของก็ไม่ใช่ เด็กเหล่านี้ถามผมว่าจะไปไหน พักที่ไหนด้วยอัธยาศัยที่ดี เด็กๆเดินตามไปส่งผมจนกระทั่งถึงวัดจีน แถมยังช่วยกันขอทานไม่ให้เข้ามาใกล้ผมอีกด้วย
หลังจากอาหารเย็นวันนี้พวกเราก็แยกย้ายเข้าห้องพักผ่อน แต่สำหรับผมมันเป็นช่วงเวลาแห่งการสำรวจเมืองและการช็อปปิ้งทั้งๆที่เขาว่ามันอันตรายก็ตาม เพราะผมเป็นคนไม่ชอบอยู่กับที่อยู่แล้ว อยากรู้อยากเห็นไปทั่ว แหมมีโอกาสมาถึงอินเดียทั้งทีต้องตะเวนดูให้ทั่วสักหน่อย
“คุณว่างไหมครับ ออกไปเดินเล่นกับผมได้ไหม”
“ได้ซิครับ ” พนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่หน้าโรงแรมตอบรับพร้อมกับเดินตามผมมา
ผมว่าจะสอบถามเกี่ยวกับสังคมเมืองแถบนี้ แต่เขาก็ชิงสาธยายเกี่ยวกับชีวิตของเขาให้ผมฟังทั้งหมด
“ธนู”เป็นชายชาวอินเดียที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อแม่มีภาระเลี้ยงดูน้องๆของเขาอีกหลายคน เขาต้องออกมาทำงานที่โรงแรม ได้ค่าจ้างเดือนละประมาณ 1100 รูปี พ่อของเขารับจ้างขับรถ ส่วนแม่ไม่ได้ทำงาน
“ผมเป็นคนไม่ค่อยสนใจเรื่องซีเรียสเลยไม่พูดอะไรมาก ก็บอกให้เขาตั้งใจทำงานต่อไป” ผมหาโอกาสที่จะเปลี่ยนเรื่องพูด โดยการถามคำศัพท์ภาษาฮินดี
“ผมชี้ไปที่ของอะไร เขาก็จะตอบเป็นภาษาฮินดี” วิธีนี้จึงเป็นเทคนิคการจำคำศัพท์ที่อาจารย์เคยสอน และแนะนำให้ผมก่อนมาที่นี้ ผมนั่งคุยกับธนูตรงบริเวณด้านหน้าเจดีย์พุทธคยา ตอนแรกจะพาเขาไปไหว้เจดีย์แต่ประตูปิดเสียก่อน
“ไปดื่มชากันไหม” ธนูชวนผมไปร้านขายน้ำชาที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ
“ไม่หรอกครับ ผมไม่ชอบดื่มชา” ผมปฏิเสธแบบแนบเนียน ในความเป็นจริงผมกลัวท้องเสียต่างหากเพราะเป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วโลกว่าอาหารข้างทางของอินเดีย ท้องไส้ใครไม่แน่จริงอย่าเผลอทานเข้าไปเชียวนะ
“นิดเดียวน่ะ ” ธนูทำหน้าตาแบบอ้อนวอน ขอร้องให้ผมกิน
“ชาสองแก้วครับ” เขารีบหันไปบอกคนขายน้ำชา
“เวรล่ะสิ” ผมอ้ำอึ้ง ปฏิเสธไม่ได้ เขาสั่งไปแล้ว
“ผมค่อยบรรจงจิบทีละนิด ในใจก็ใคร่ครวญภาวนาให้ท้องไส้ทำงานอย่างปกติ”
หลังจากดื่มชาเสร็จ พอจะหยิบเงินจ่ายให้พ่อค้า ธนูก็ไม่ให้จ่ายเขาอาสาเป็นคนจ่ายเงินแทนผม ผมเกรงใจเขามาก จะจ่ายค่าน้ำชาก็ไม่ยอมให้จ่ายทั้งๆที่เงินเดือนทั้งเดือนของเขา หากเทียบกับการใช้เงินของผมสามสี่วันก็หมด
ผมขอบคุณเขาที่พามาเดินเที่ยว และยังเลี้ยงน้ำชาอีก ขากลับผมเอานามบัตรให้เขาไว้และขอที่อยู่ของธนู
“พรุ่งนี้เธอจะไปไหน”
“อ๋อ ฉันจะไปราชคฤห์” ผมตอบตามตารางที่กำหนดเอาไว้
“ฉันขอไปเที่ยวด้วยได้ไหม” ธนูเอ่ยขึ้นมา
“เวรล่ะซิ อยู่ๆจะขอไปกับเรา” ผมคิดในใจ
“อืม ขอโทษนะครับ คงไม่สะดวกนักเพราะผมมากับครอบครัวครับ” ผมแกล้งตอบแบบสุภาพ ทั้งๆที่มากับคณะทัวร์ แต่จะพาเขาไปได้ยังไงล่ะผมมาทำงานเป็นไกด์กับคณะทัวร์ไม่ได้มาเที่ยวเองซะหน่อย
“แหม ถ้าผมหล่ออย่างดาราก็ดีซิ มีแฟนคลับติดตาม แต่นี่แค่ดูดีในเวลาอยู่ปนกับแขกเท่านั้นแหละ”
ธนูทำหน้าตาผิดหวังหลังจากที่ผมปฏิเสธออกไป ผมจึงลาธนูกลับไปที่พัก
“ฉันง่วงล่ะ”
“กู๊ดบาย”


แวะเยี่ยมบ้านสุชาดา

ตื่นเช้ารับรุ่งอรุณวันใหม่ในโรงแรมตถาคต เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็เช็คสัมภาระต่างๆขึ้นรถ เพื่อเดินทางชมสถานที่สำคัญอื่นๆ
“เก็บนี้ไว้ใช้นะ ที่อินเดียฝุ่นเยอะมาก” ธนูในชุดพนักงานของโรงแรมนั่งลงแล้วยื่นหน้ากากอนามัยให้ผมตอนที่กำลังนั่งโซฟาร์ในโรงแรม
“ขอบคุณมากนะ ฉันต้องไปแล้วล่ะ”
ค่อยๆขับออกมาจากโรงแรมพร้อมการอำลาของพนักงานทั้งหมดในร้าน ที่ออกมายืนส่งพวกเรา อันเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก
“ตรงนี้คือแม่น้ำเนรัญชราครับ ปัจจุบันแห้งขอดเพราะแม่น้ำเปลี่ยนสาย แต่จะมีน้ำในช่วงฤดูฝน”
หลังจากที่รถขับผ่านแม่น้ำเนรัญชราแล้วก็มาถึงบริเวณบ้านนางสุชาดาเพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณของนางสุชาดาที่มีต่อพระพุทธศาสนา พวกเราจึงเดินเวียนขวารอบบ้านนางสุชาดา 3 รอบ เพื่อตั้งจิตระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน เหตุที่บ้านนางสุชามีมีลักษณะเป็นสถูปนั้นมิได้หมายความว่า นางสุชาดาสร้างบ้านเป็นสถูป แต่เกิดจากพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้เดินทางมาบริเวณนี้และพบว่าเป็นบริเวณบ้านนางสุชาดา จึงสั่งให้สร้างสถูปเพื่อระลึกถึงบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของนางสุชาดาที่มีต่อพระพุทธศาสนา
รถของพวกเราขับมาเรื่อยๆจนมาถึงกรุงราชคฤห์เวลาบ่างสองแล้ว เป็นเวลาแห่งความร้อนสุดๆ
“นั่นคือเสน่ห์ของราชคฤห์ คือมีแต่รถม้าวิ่งในเมือง” ผมมองผ่านกระจกออกไป ดูรถม้าตกแต่งสวยงามวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสาร แทบจะไม่เห็นรถยนต์วิ่งแถวนี้เลย บรรยากาศบนท้องถนนมันต่างจากที่อื่นเสียจริง
“ทุกคนต่างตื่นเต้นกับรถม้า บนท้องถนน”
ผมเข้าไปเช็คอินเรียบร้อยก็พาทุกคนเก็บของในห้องพัก หลังจากอาหารกลางวัน พวกเราก็มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งแรกของโลกที่ถูกศาสนิกชนอื่นเผ่าทำลาย ซึ่งใช้เวลาเผาถึง 6 เดือน กว่าจะทำลายมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้นั่นแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยนาลันทา วิทยาการ ความรู้ที่ก้าวหน้าของอินเดียสูญหายไปกับการถูกเผาทำลายครั้งนั้น กล่าวกันว่าตำราการชุบชีวิตคนที่เคยเก็บไว้ในมหาวิทยาลัยก็ถูกทำลายย่อยยับไปด้วยเช่นกัน ไกด์จากมหาวิทยาลัยมคธนำบรรยายด้วยภาษาอังกฤษ พาชมห้องพักนักศึกษาในสมัยก่อน มีทั้งห้องแบบเตียงเดี่ยว และเตียงคู่ทำจากหินศิลาแลงทั้งหมด ห้องเรียนที่มีการเรียนการสอนแบบโต้วาที ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นที่เรียนพระไตรปิฏกของพระถังซัมจั๋งด้วย ที่เดินทางจากจีนมาอัญเชิญพระไตรปิฏก ชมห้องเก็บเสบียงอาหาร ข้าว ห้องเรียนมีระบบกระจายแสงอาทิตรย์ด้วยทองเหลือง ซึ่งทำให้แสงส่องไปทั่วทั้งห้อง ปัจจุบันมีการขุดค้นพบเพียง 10% เท่านั้น หลังจากจมอยู่ใต้แผ่นดินมาหลายร้อยปี ภายในมหาวิทยาลัยมีสถูปที่เก็บพระอัฐิพระธาตุของพระสารีบุตร เพราะเดิมสถานที่นี้เคยเป็นบ้านของท่านสารีบุตรมาก่อน ผมเดินเล่นในมหาวิทยาลั้ย มีเด็กนักเรียนชาวอินเดียวมาทัศนศึกษากับครู มีนักเรียนจำนวนหนึ่งมาขอถ่ายรูปกับผม แต่กล้องเขาอยู่กับเพื่อนก็เลยไม่ได้ถ่าย
“ผมอมยิ้มแล้วเดินเที่ยวต่อ”
“เออ ถ้าผมมาอยู่อินเดียคงได้เป็นดาราแน่เลย”
สักพักก็มีนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งถือกล้องแบบใส่ฟิล์มเหมือนบ้านเราสมัยก่อนวิ่งมาหาผมประมาณสิบกว่าคน น่าจะเป็นวัยรุ่นแล้ว แต่เป็นคนละกลุ่มกับเด็กเมื่อกี้มาของถ่ายรูปกับผม
“มีหรือผมจะปฏิเสธ อยู่เมืองไทยไม่เคยมีใครมาขอถ่ายรูป แต่มาอินเดียกลับได้เป็นดารา”
“นี่คือมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่มาก มีนักศึกษาจากทั่วโลกมาเรียน” เสียงชายแก่คนหนึ่งดังมาจากข้างหลัง แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆผม ก่อนที่แกจะสาธยายเป็นภาษาฮินดีอย่างตั้งอกตั้งใจ
“ขอเงินค่าน้ำชาหน่อยสิ”
วิธีนี้ก็เป็นการขอทานแบบหนึ่งของอินเดียครับ แต่เป็นขอทานแบบมีหัวคิดหน่อย มาบรรยายแบบง่ายๆไม่ต้องอาศัยข้อมูลอะไร ผมยังรู้ประวัติแม่นกว่าเขาอีก
“ใครฟังรู้เรื่องก็จ่ายเองแล้วกัน” อาจารย์บุญเสริมเอ่ยขึ้นมาพร้อมหัวเราะผม
พอตาแก่นั่นแบมือปุ๊บ พวกเราก็เผ่นหนีทันที
วันนี้มีการถ่ายทำสารคดีของคนไทยด้วย แต่ดูพิธีกรก็ไม่รู้จักว่ามาจากที่ไหน ผมเดินกลับออกมาตรงทางออก พวกเราก็เจอกับคณะทัวร์ของท่าน ว.วชิรเมธีอีกรอบหนึ่ง
“เสร็จแล้วเหรอ” พระอาจารย์ ว. วชิรเมธียิ้มแล้วกล่าวทักทาย
“พวกเราจะกลับแล้วครับ”
รถขับมาถึงเขาคิชกูฏ สถานที่จำพรรษาของพระพุทธเจ้าซึ่งมีกุฏิของพระพุทธองค์อยู่บนยอดเขา รวมทั้งกุฏิพระอานนท์ ถ้ำพระโมคคัลลานะ ถ้ำบรรลุธรรมพระสารีบุตร และเขาลูกนี้เองก็ยังเป็นจุดที่พระเทวทัตกลิ้งหินลงมาจากยอดเขาขณะที่พระพุทธเจ้าเดินลงไปบิณฑบาต เพื่อจะลอบปลงพระชนม์ แต่ก็ไม่สำเร็จ
ด้วยแดดที่ร้อนจัดพวกเราเลือกที่จะนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปดีกว่า ซื้อบัตรแค่ 30 รูปี แต่กระเช้าที่นี่สร้างความท้าทายให้นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากด้วยการนั่งหย่อนขาคนเดียวคล้ายกับนั่งเก้าอี้ติดกับสลิง เมื่อกระเช้ามาต้องรีบกระโดขึ้นนั่งให้ทัน เพราะเก้าอี้จะหมุนวนเรื่อยๆ ไม่มีการหยุด ถ้าขึ้นไม่ทันตัวนี้ก็ต้องรออีกตัว เมื่อมาถึงด้านบนผมก็เดินหากุฏิพระพุทธเจ้าบนยอดเขาคิชกูฏ ปรากฏว่า กระเช้ามันพาคนมาที่เจดีย์อีกยอดเขาหนึ่ง มองลงจึงเห็นกุฏิพระพุทธเจ้าอยู่ลิบๆ
“ไปกุฏิพระพุทธเจ้าทางไหนครับ” ผมถามคนแถวนั้น
“ต้องเดินกลับลงไปอีก 500 เมตร”
พวกเราจึงตัดสินใจยืนอยู่ที่นี่เพื่อสักการะดีกว่า ถ้าเดินลงไปต่อ คงไม่ไหวแน่ๆ ผมยืนหันหน้าไปที่กุฏิพระพุทธเจ้าที่อยู่ไกลลิบ แล้วอธิบายความเป็นมา
พวกเรานั่งกระเช้ากลับลงมาด้านล่าง ผมเจอเณรจากจากดาจีลิง ท่านจำผมได้ พร้อมกับยิ้มทักทายผมที่เขาดิชกูฏมีบริการหามแคร่ให้ผู้ที่เดินขึ้นไม่ไหวนั่งตรงกลางแล้วหามหัวท้ายขึ้นไปจนถึงยอดเขา ไม่รู้ว่าค่าบริการกี่รูปี นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปัตนา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหาร มาเที่ยวในชุดของสถาบัน
นักศึกษาสาวกลุ่มหนึ่งขับรถส่วนตัวมาเอง เขาหันมามองผมที่นั่งในรถกับคณะทัวร์ แล้วส่งยิ้มให้พร้อมกับโบกมือ
“ดุ๊กนี่มันเสน่ห์แรงจริงๆ ผมว่าคุณแต่งงานอยู่ที่อินเดียเถอะ” อาจารย์บุญเสริมพูดขึ้นมา พร้อมเสียงหัวเราะของคนในรถที่คอยสนับสนุน
“ไม่ ดีกว่าครับอาจารย์”
รถจอดที่ด้านหน้าคุกขังพระเจ้าพิมพิสาร ผมเดินพาคณะทัวร์เข้าไปชม ซึ่งเป็นเพียงกำแพงหินพอให้รู้เท่านั้น เพราะตัวคุกถูกดินทับถมหมดแล้ว ที่นี่ขุดค้นพบโซ่เหล็กที่ใช้มัดคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร ปัจจุบันนี้ถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์นาลันทา
แวะชมเวฬุวันมหาวิหารวันแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ไม่เหลือซากหรือหลักฐานเดิมอยู่เลย มีเพียงป่าไผ่ปลูกไว้ตามบรรยากาศในสมัยพุทธกาลที่มีแต่ต้นไผ่ หน้าวัดมีขอทานเด็กที่ไม่มีอันจะกิน เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบหน้าตา มอมแมม อุ้มน้องตัวเล็กๆที่เกิดมาไม่กี่เดือน เดินขอเงิน ผมเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้เสียจริง
จากนั้นแวะชมสถานที่อาบน้ำสาธารณะ เรียกว่า ตโปทาราม เป็นที่อาบน้ำแร่ธรรมชาติโดยต้องแยกอาบตามวรรณะของตนและน้ำที่อาบแล้วก็จะไหลมาตามท่อให้วรรณะต่ำได้อาบต่อๆกัน โดยวรรณะสูงก็ได้อาบน้ำธรรมชราติ คนจัณฑาลหรือคนที่วรรณะต่ำได้อาบน้ำที่ดำจนเหมือนน้ำคลำ ทั้งอาบน้ำและซักผ้าเบ็ดเสร็จกันที่นี่ คนกลุ่มวรรณะพราหมณ์ จะตักน้ำมาใส่แจกันเดินหานักท่องเที่ยวเอาน้ำรดมือแล้วสวดมนต์คาถาหรือบ่นอะไรพึมพรำไม่แน่ใจ
“คงเหมือนกับการรดน้ำมนต์” จากนั้นจะให้บริจาคเงิน ความคิดมันแล่นขึ้นมาในสมองนี่ก็เป็นการหาเงินอีกแบบหนึ่งของคนแถวนี้ พอเสร็จจากที่นี้พวกเราทุกคนรู้สึกอ่อนแรงเต็มประดา จึงกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม


เมืองปฐมภิกษุณี

หลังจากที่อิ่มท้องด้วยขนมปังปิ้งยามเช้ากับไข่เจียว แยมและเนยแข็ง พวกเราออกเดินทางเข้าสู่เมืองปัตนาเมืองหลวงของรัฐพิหาร สภาพการจราจรเริ่มต่างจากราชคฤห์ ที่นี่เต็มไปด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ ขนส่งอุตสาหกรรมเกษตร สภาพแวดล้อมค่อนข้างดี แม่น้ำอุดมสมบูรณ์ ไม่แห้งขอดเหมือนที่อื่นๆ แต่ที่เหมือนกับเมืองอื่นๆก็คงเป็นเรื่องฝุ่น เพราะยังคงมีการทำถนนตลอดเส้นทาง จนมลภาวะทางอากาศไม่ใคร่จะเอื้ออำนวยต่อผมสักเท่าไร
“ผมรีบเอาหน้ากากอนามัยมาใส่ ทั้งๆที่อยู่ในรถ แต่ฝุ่นก็ยังเข้ามาได้”
ถนนหนทางขรุขระมาก จนรถไปถึงร้านอาหารตามเวลาไม่ได้ เลยขอพึ่งบุญแวะรับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยไวสาลี และได้สนทนาเกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางศาสนา
“ปัจจุบันมีการสันนิษฐานว่าด้านหน้าวัดจะเป็นเขตวังของกษัตริย์เมืองลิทฉวี ซึ่งกำลังรอการขุดค้นอยู่”
ที่วัดไทยไงสาลีแห่งนี้มีการสร้างสถานพยาบาล เพื่อบริการให้กับคนยากจนในชุมชนโดยไม่คิดค่าบริการ และได้รับการบริจาคยามาจากเมืองไทยโดยมีพระสงฆ์เป็นผู้ทำการรักษาพร้อมๆกับการเผยแผ่ศาสนาไปด้วย นับว่าเป็นการคืนพระพุทธศาสนาสู่ดินแดนแห่งนี้
หลังจากพอรับประทานอาหารเสร็จ รถของพวกเราก็วิ่งมาถึงซากปรักหักพังของสถูป ซึ่งมีการขุดค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ ที่กษัตริย์เมืองลิทฉวีได้รับจากการแบ่งของโทณพราหมณ์หลังจากการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า พระบรมสารีริกธาตุบางส่วนจึงนำมาบรรจุไว้ที่นี่ เข้าชมสถานที่พระพุทธเจ้าประกาศปลงสังขารก่อนปรินิพพาน 3 เดือน สถานที่นางปชาบดีบวช พระพุทธมารดาเลี้ยงบวชเป็นภิกษุณีรูปแรกในพทุธศาสนา การเดินทางครั้งนี้ใช้ทางลัด เพื่อที่จะไปยังเมืองกุสินารา เส้นทางผ่านหมู่บ้านที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ พอรถวิ่งผ่านหน้าบ้าน เด็กๆก็จะออกมาโบกมือให้กับพวกเรา
“ผมเอาผ้าปิดจมูกออกทันที แล้วยิ้มให้กับเด็กๆตลอดทาง”
บ้านของคนแถวนี้แสดงถึงสภาพชนบทที่แท้จริง ส่วนใหญ่ทำจากฟางหรือหญ้าคา รูปแบบไม่ใหญ่โต บางหลังพอมีฐานะหน่อยก็นำอิฐดินเผามาสร้าง เนื่องจากอิฐดินเผาของอินเดียมีคุณภาพ เตาเผา และเทคโนโลยีในการเผาอิฐดีกว่าเมืองไทย ดังนั้นอิฐจึงเป็นวัสดุยอดฮิตในการก่อสร้างของชาวอินเดีย
รถวิ่งตามเส้นทางขรุขระเรื่อยๆ จนตะวันเริ่มตกดิน ความมืดเข้ามาเยือน โดยที่ฝุ่นตามท้องถนนนั้นไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย มินานนักก็ถึงโรงแรมในเมืองกุสินาราดังใจหวังสักที

คืนร่าง วางสังขาร

เช้าวันนี้เราเริ่มแสวงบุญกันโดยการเดินข้ามถนนหน้าโรงแรม มายังสาละโนทยาน สถานที่ดับขันธ์ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีบรรายากาศเงียบสงบ มีหมอกลงยามเช้า
“บุดดัง ยารานัง กัตฉามิ” เสียงเพลงสวดมนต์ของหญิงสาวขอทานชาวอินเดียที่อุ้มลูกน้อยมาร้องเพลงตรงประตูทางเข้า ช่างไพเราะเกินคำบรรยาย
ผมฝากรองเท้าแล้วเข้าไปกราบพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงาม อิ่มเอิบ เหมือนพระพุทธองค์เพิ่งดับขันธ์ปรินิพพาน ชาวพุทธที่ได้เข้ามาสัมผัส ณ ที่แห่งนี้มักจะร้องไห้ เกิดปิติยินดียิ่งนักที่ได้มากราบเข้าเฝ้าพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิดเช่นนี้ พวกเรานั่งสมาธิระลึกถึงพระพุทธคุณ จากนั้นก็เวียนขวารอบต้นลาละคู่ที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างสถูปครอบไว้จนถึงปัจจุบัน
ผมถือโอกาสหยิบไม้กวาดมาทำความสะอาดพื้นรอบสถูป เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในโอกาสที่ได้มาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดเช่นนี้
บางท่านกล่าวว่าเมื่อได้มากราบสถานที่ปรินิพพานแล้วยังได้ยินบทสวดทำนองสรภัญญะ หรือทำนองของชาติต่างๆ ทำให้ซาบซึ่งนึกถึงมหาบุรุษที่ 2500 กว่าปีก่อนท่านได้ปรินิพพาน ณ ที่นี่ จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ผู้แสวงบุญบางท่านต้องนั่งรถเข็นมา บ้างต้องใช้ไม้เท้า ส่วนมากผู้ที่จะมีโอกาสได้มาก็คือ ผู้ที่มีอายุมากแล้ว บางคนกว่าจะพร้อมและมีโอกาสมาสักการะสุขภาพก็ไม่เอื้ออำนวยเสียแล้ว
“ผมคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่อายุ 20 ปี แต่มีโอกาสเดินทางมา 2 ครั้ง”
ชายชาวศรีลังกานั่งรถเข็นมาในวิหารด้วยการพยุงเข้ามาของลูกหลาน จากนั้นท่านประคองจีวรด้วยสองแขนเดินรอบพระพุทธปรินิพพาน โดยที่ลูกหลานคอยประคองอย่างใกล้ชิด
“อนิจา วัฏสังขารา” เสียงสวดของคนกลุ่มนั้นดังขึ้น ผมสัมผัสได้ในพลังแห่งความศรัทธา และร่วมยกมือไหว้อนุโมทนากับเขา
ต้นสาละที่นี่คนละพันธุ์กับต้นสาละที่กล่าวกันในเมืองไทย ไม่รู้อย่างไหนจะถูกต้องตามพุทธประวัติ เด็กขอทานนับสิบห้อมล้อมผมและคณะทัวร์
“นี่ เม็ดต้นสาละฉันให้เธอ” เด็กชายอายุราว 7-8 ขวบยื่นเมล็ดแห้งของดอกสาละให้ผม
“เอ๊ะ หมอนี่มาแปลก เขาต้องการเงินเรารึเปล่า” ผมยื่นเงินเหรียญให้เขา แต่ก็ไม่ยอมรับ
“สายตาของขอทานรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กคนนั้นมองอย่างฉงน คงคิดว่าคนที่ขอก็ไม่ให้ กลับเอาไปให้คนไม่ขอ” ผมไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร แต่ก็รู้คือเขาไม่ยอมรับเงินของผม ทั้งๆที่เขาขอเงินจากนักท่องเที่ยว
“ตามฉันมานี่”
ผมพาเขามาที่รถพร้อมยื่นปากกาลูกลื่นที่อาจารย์บุญเสริมเตรียมมาแจกชาวอินเดีย ให้กับเด็กคนนั้น เพราะคนที่มาอินเดียย่อมรู้ดีว่าปากกาลูกลื่นจากไทยเป็นของที่ระลึกที่คนอินเดียชอบมาก
“เด็กคนนั้นโบกมือให้ผมก่อนที่รถจะขับออกไปช้าๆ”
“ทำไมคนอินเดียถึงชอบเอาของมาให้ผม โบกมือทักทายผม ทั้งๆที่มากันตั้งหลายคน” ผมคิดหาคำตอบในใจ
ไม่ถึงสิบนาทีรถก็จอดที่มกุฏพันธนเจดีย์ สถูปที่สร้างเป็นพุทธบูชาเพื่อระลึกถึงสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สถานที่เกิดขึ้นของพระบรมสารีริกธาตุ
ผมบรรยายเสร็จแล้วก็เดินเวียนขวา 3 รอบ
“ดุ๊ก เรามาเดินรอบกองอิฐ เหล่านี้ทำไม” อ.บุญเสริมยิงคำถามให้ผมชนิดที่ไม่ทันตั้งตัว
“เพราะว่า เรามาระลึกถึงคุณของพระพุทธองค์ครับ”
“ใช่แล้วดุ๊ก เราไม่ได้เดินรอบกองอิฐ และไม่ได้เดินรอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย แต่เราเดินเพื่อนึกถึงจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าและคำสอนของท่านที่ดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้”
“ผมรู้สึกขนลุก เกิดปิติ”
พวกเราเดินทางเพื่อจะมุ่งสู่ชายแดนอินเดียผ่านเมืองโครักขปุร ระยะทางประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร ก่อนถึงชายแดนกำลังมีการสร้างวัดไทยสุขาราม เพื่อฉลองราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยการนำของพระราชรัตนรังสี หัวหน้าพระธรรมทูตสายต่างประเทศอินเดีย วัดไทยกุสินาราเพราะว่าผู้แสวงบุญประสบปัญหา ไม่มีห้องน้ำสาธารณะระหว่างทาง จึงสร้างเพื่อให้ผู้แสวงบุญได้พักเข้าห้องน้ำก่อนถึงชายแดน มีคณะทัวร์ชาวไทยอีกชุดหนึ่งตามพวกเราเข้ามาในวัด หลวงพ่อพาไปร่วมกันเอาฤกษ์ผสมปูนสร้างศาลาวัดไทย
“ชยันโตโพธิยามูเล” เสียงสวดดังขึ้นหลังจากที่พวกเราหยิบถังหินทรายใส่ในเครื่องผสมปูนเป็นการสร้างอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่
ข้างวัดมีนายหน้าคอยรับบริการทำวีซ่าผ่านแดนเข้าประเทศเนปาลโดยคิดค่าบริการ 300 รูปีและเสียค่าวีซ่าอีก 25 ดอลลาร์ สหรัฐฯ แต่ก่อนเสียเพียง 5 ดอลลาร์ พอมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่ผ่านมาจึงมีการเปลี่ยนแปลงค่าวีซ่า คนขับรถจอดรถที่ชายแดนกลางแดดที่ร้อนระอุเพื่อรอนายหน้าไปทำเรื่องขอวีซ่า ผมกับอาจารย์เดินลงไปซื้อกล้วย พร้อมถือโอกาสเดินสำรวจด่านอินเดีย- เนปาล ทหารใส่ชุดสีน้ำเงินยืนถือปืนคุมเข้มทั่วชายแดน ผมแปลกใจกับการขายกล้วยที่ต่างจากบ้านเราที่ขายเป็นหวีแต่ที่นี่ขายเป็นโหล คือขายทีละ 12 ลูก


เมืองประสูติ พุทธองค์

รับเช้าวันใหม่ที่ลุมพินีประเทศเนปาลท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นและมีลมแรง เป็นเช้าที่อากาศสดใสกว่าอินเดียมาก ฝนเริ่มลงเม็ดแล้วคนขับมาเลยเอาพลาสติกไปคลุมกระเป๋าบนหลังคารถ
ผมนั่งสามล้อเข้าไปที่ลุมพินีรถยนต์ต้องจอดด้านนอกเท่านั้น ในเขตลุมพินีต้นไม้เยอะมากอากาศเย็น ก่อนอื่นต้องซื้อบัตรเข้าชมในราคา 30 รูปีเนปาล (ถูกกว่ารูปีอินเดีย) เมื่อเข้าไปในวิหารสิ่งที่พบก็คือ หินแกะสลักเป็นรูปรอยพระพุทธบาทขนาดเท่ารอยเท้าเด็กเล็ก ที่สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราชเมื่อพ.ศ. 224  “พวกเราเดินเวียนขวา 3 รอบแล้วนั่งสมาธิระลึกถึงพระพุทธคุณ ด้านข้างวิหารมีเสาหินพระเจ้าอโศกปักไว้บันทึกด้วยอักษรพรามีว่า สถานที่นี้คือที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ เสาหินนี้ถูกค้นพบในภายหลัง จึงมีการรื้อฟื้นกลายเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธทั่วโลกนิยมไปแสวงบุญ ถัดจากวิหารก็เป็นสระน้ำ สันนิษฐานว่าพระนางสิริมหามายาลงสรงหลังจากให้ประสูติราชกุมาร” เมื่อพวกเราสักการะเสร็จแล้วก็เดินหาซื้อของที่ระลึกตรงทางเข้า ตอนนี้ฝนเริ่มหยุดบ้างแล้วทำให้ถนนหนทางแฉะไปตามๆกัน
ผมกับอ.บุญเสริมหาซื้อระฆังหมุนสำหรับฝึกสมาธิของธิเบต มีคณะทัวร์ชาวไทยหลายคณะมาพร้อมกัน ผมช่วยชาวไทยจากคณะอื่นต่อราคาของด้วยภาษาฮินดี
รถของเราขับเข้าเมืองโครักขปุร เพื่อมาทานอาหารที่ร้านอาหารจีน
“ดุ๊ก ลองไปซื้อหมากมาลองชิมดูซิ” อ.บุญเสริมให้ผมไปซื้อหมากสำเร็จรูป จากร้านข้างๆมาลองชิมดู รสชาติเย็นมากคล้ายๆพิมเสนพอเคี้ยวไปปากก็จะแดง เหมือนกับหมากของคนไทยสมัยก่อน แต่ขายเป็นซองราคา 3 รูปีเอง
พอบ่ายสองพวกเราก็มาถึงสถานีรถไฟ เมืองโครักขปุร อากาศเริ่มร้อนแล้ว พวกเราโบกมือลาคนขับรถเพราะเขาต้องขับกลับพาราณสีคณะทัวร์ก็จะเดินทางต่อโดยรถไฟไปยังนิวเดลี ผมนั่งรอเวลารถไฟออกที่ห้องพักผู้โดยสารและยืนรอรถไฟที่ข้างชานชลานานมาก จอทีวีที่สถานีโชว์ข้อความว่ารถไฟจะมาช้า 30 นาที แต่พวกเราก็รอแล้วรอเล่าจนเกือบสองชั่วโมง รถไฟก็มาเทียบที่ชานชลา
เจ้าหน้าที่สถานีจะประกาศเป็นภาษาฮินดีแล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ สำเนียงแขกที่ฟังไม่ค่อยเข้าใจ แทบจะฟังไม่ทันทั้งเสียงผู้คนที่พลุกพล่าน จอแจ ทำให้เสียงประกาศฟังจับใจความไม่ได้เลย
“เขาประกาศ เปลี่ยนสถานีรึเปล่า ฟังสิ” อ.กำชัยชวนพวกเราฟังเสียงประกาศ
“พวกเราจ้างกุลีแขกยกกระเป๋าที่หนักด้วยเสื้อผ้าและของฝากไปยังสถานีใหม่”
พอรถไฟมาพนักงานก็ทำความสะอาดโบกี๊ก่อนจึงจะให้ผู้โดยสารเข้าไปนั่ง
กุลีที่สถานีจะสวมเสื้อสีแดง มีสัญลักษณ์เป็นทองเหลืองมัดติดที่ต้นแขน แนะนำให้ตกลงราคาก่อนที่จะให้กุลียกของเพราะอาจถูกโกงราคาได้
ผมแกะห่อข้าวที่ซื้อจากร้านอาหารจีนกินบนรถไฟท่ามกลางการจ้องมองของแขก
“พี่ว่าคนนั้นเขาแอบชอบดุ๊กแน่เลย จ้องไม่กระพริบตาเลย” หมอจอยกระซิบบอกผม
“สิ่งที่ผมไม่ชอบที่สุดคือ คนที่มาจ้องมองตอนกำลังกินข้าว” ผมเก็บห่ออาหารเย็นทันที แล้วหยุดกินทั้งๆที่ยังไม่อิ่ม
เขาพยายามที่จะพูดคุยกับผม เขาถามเป็นภาษาอังกฤษ ผมก็ตอบได้บ้างไม่ได้บ้างจน อ.บุญเสริมหัวเราะผมที่คุยกับแขกไม่ค่อยรู้เรื่อง
พอตอนกลางคืน ผมจะเอาของเก็บไว้บนเตียง แต่แล้วก็มีตาแก่คนหนึ่งอายุราว 40 ปี มานอนที่เตียงของผมชั้น 3 หมายเลข 46 เขาหลับไปแล้วไม่รู้จะทวงคืนยังไงและแล้วโอกาสก็มาถึงเมื่อผู้ชายคนนั้นเข้าห้องน้ำ
ผมรอเวลาที่เขากลับมาแล้วรีบบอกว่า “นี่เตียงของฉันหมายเลข 46”
ชายคนนั้นทำหน้างงแล้วดูตั๋วของตัวเอง ซึ่งเป็นเตียงหมายเลข 47 แต่มีคนอื่นมานอนอยู่ เขาก็เลยขึ้นไปนอนบนเตียงของผมเหมือนเดิม โดยไม่สนใจคำพูดของผม
“ผมคิดว่าคืนนี้คงไม่ได้นอนแน่ๆ”
และแล้วเจ้าหน้าที่ของรถไฟเดินมาพอดี
“คุณครับนี่เตียงของผมหมายเลข 46” พร้อมโชว์ตั๋วที่ปรินซ์มาจากอินเทอร์เน็ตให้เจ้าหน้าที่คนนั้นดู
ทุกคนในบริเวณนั้นช่วยกันส่งสายตาจ้องเพื่อกดดันตาแก่คนนั้นจนลงมาที่เตียงของตัวเอง ปรากฏว่าคนที่มาอยู่เตียงของเขาเป็นผู้โดยสารโบกี๊อื่น มานั่งผิดโบกี๊ เขาลงมานอนเตียงของตัวเองด้วยทีท่าเป็นนักเลง และไม่พอใจเท่าไร กระเป๋าของเขายังอยู่บนเตียงหมายเลข 46 ของผม
“ผมยืนดูว่า จะมีใครทำอะไรกับกระเป๋าของเขาไหม หรือผมจะโชว์ฝีมือจับโยนลงมาเอง”
สุดท้ายชาวอินเดียคนหนึ่งคงทนดูไม่ได้เลยหยิบกระเป๋าตาแก่นั้นลงมาจากเตียงชั้น 3
“ฮันยาหวาด” ขอบคุณมากครับ ผมยิ้มให้เขากับครอบครัวซึ่งเดินมาพร้อมกับลูกอีก 2 คน ที่นอนเตียงชั้น 2 ข้างล่างเตียงของผมนั่นเอง ผมขึ้นไปนอนเตียงของตัวเองที่ได้มาอย่างยากลำบาก แต่หมอนกับผ้าห่มถูกตาแก่นั้นเอาไปแล้วเลยเอากระเป๋าโน๊ตบุ๊กหนุนหัวแทน เหตุการณ์ที่ผมเผชิญด้วยตัวเองในวันนี้มันทำให้ผมเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง
“ทุกๆ สังคมมีทั้งคนดี และคนไม่ดีปะปนกัน”
คนดีก็หาได้ทุกที่เช่นกัน


เป็นดารา ที่อินเดีย

ผมตื่นนอนในรถไฟท่ามกลางความหนาวของเครื่องปรับอากาศด้วยท่านอนขดกอดกระเป๋าไว้แน่น เพราะหมอนกับผ้าห่มของผมถูกชายแก่ฉกชิงไป ผมตื่นมาก็ไม่เห็นตาแก่คนนั้นแล้วแกคงจะลงระหว่างทาง รถไฟถึงสถานีเดลลี 8 โมงเช้า เราทานอาหารกันที่ร้านอินเดียใต้กลางเมืองนิวเดลี และเดินชมสินค้าในร้านของรัฐบาลอินเดีย มื้อกลางวันลองเปลี่ยนบรรยากาศไปชิมร้านเล็กๆบ้าง แต่รสชาติไม่แพ้ร้านทั่วไปเลย ผัดเต้าหู้นม บิยานี (ข้าวหมกไก่) ร้านขายของแถวคอนนอร์ทเพลสเริ่มเปิดแล้วมีของขายหลายร้านติดกัน คล้ายๆจตุจักรขายตามข้างถนนบ้าง ผมเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้ากับหมอจอยและอ.ประภาพร
“คุณเป็นดาราใช่ไหมครับผมเคยเห็น” คนขายเสื้อร้านนี้ทำท่าตกใจเมื่อเห็นผม
“เออ ไม่ครับ ผมมาจากเมืองไทย”
“สงสัยดุ๊กต้องเหมือนดาราอินเดียแน่เลย ว่างๆลองหาภาพในอินเทอร์เน็ตดู” หมอจอยแสดงความเห็น
“ผมเข้าใจทันที ทำไมเด็กๆ ถึงวิ่งตามผม มาขอถ่ายรูปด้วย ยิ้มให้บ้าง โบกมือบ้าง” แต่ก็ทำให้ผมคิดเลยเถิดว่ายังเหลือแค่ขอลายเซ็นที่เขายังไม่ได้ทำ
อ.ประภาพรซื้อเสื้อร้านนี้ให้ผมตัวหนึ่งเป็นของขวัญก่อนที่ท่านจะกลับเมืองไทยคืนนี้แล้ว คนขายเลยลดราคาให้พิเศษแก่ดาราหน้าใหม่คนนี้ ร้านค้าแถวนี้ส่วนใหญ่เป็นจะขายสินค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน เครื่องทองเหลืองซึ่งราคาไม่แพง อันเป็นราคาที่ถูกใจนักช๊อปเสียจริง
มื้อเย็นพวกเราเปลี่ยนสไตล์ไปรับประทานอาหารฟาสฟู๊ด โดยมุ่งตรงไปที่ร้านพิชซ่า แต่พิชซ่าที่นี่มีกลิ่นของเครื่องเทศเป็นองค์ประกอบหลักเลยล่ะ พนักงานเป็นหนุ่มวัยรุ่นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม เขาพากันมายืนในระยะที่มองเห็นผมได้ แล้วยิ้มให้ผม พนักงานสัก 4-5 คนพากันยืนมองผม ทำเอาไม่กล้ากินเลย
หลังจากอาหารมื้อนี้ผมไปส่งคณะทัวร์กลับเมืองไทยที่สนามบินนานาชาติอินธิราคานธี ขาออกนอกประเทศซึ่งจะอยู่ชั้น 2 หลังจากส่งเรียบร้อยแล้ว ผมกับอ.กำชัยกลับมาจองห้องพักแถวๆ ปาฮาห์กัน ใกล้กับสถานีรถไฟเดลลี เพราะที่นี่มีเกสเฮาส์ หลายแห่ง ชาวต่างชาตินิยมมาพักที่นี่ มีร้านค้ามากมายตั้งเรียงรายอยู่ แต่เส้นทางสัญจรขรุขระ ฝุ่นตลบอบอวนตลอดทาง ห้องพักที่นี่เสียค่าพักห้องละ 450 รูปีเองแถมยังมีร้านอาหารอยู่บนดาดฟ้าด้วย เลยไม่ต้องเดินไปกินข้าวไกล เวลาไหนเบื่อก็ลงไปเดินชมสินค้าได้ตลอดข้างทาง

วันหยุด ปากีฯ

อาหารเช้าวันนี้เป็นอาหารไทยที่รสชาติแบบแขก บนดาดฟ้าโรงแรมเป็นร้านอาหารไทย ชื่อ “ต้มยำไทย ”แต่ทำโดยพ่อครัวชาวเนปาล ผมสงสัยว่าแถวนี้คนไทยต้องมากันเยอะแน่เลย หรือไม่งั้นพ่อครัวก็ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับคนไทย
เดินทางโดยตุ๊กๆ ไปถึงสถานทูตปากีสถานเพื่อมาขอวีซ่าไปปากีสถานสำหรับอาจารย์ ที่ด้านหน้าสถานทูตมีบริการรับทำหนังสือขอเข้าประเทศโดยใช้วิธีการพิมพ์ด้วยใช้เครื่องพิมพ์ดีดแบบเมืองไทยสมัยก่อน คนจำนวนมากไม่รู้หนังสือเลยต้องจ้างพิมพ์ เวลาผ่านไปเกือบเที่ยงวันแล้ว เคาร์เตอร์ก็ยังไม่เปิด ชาวมุสลิมจำนวนมากนั่งรอและนอนรอข้างถนน เพื่อทำเรื่องของเข้าประเทศ วันนี้สถานทูตหยุดวันสำคัญของประเทศปากีสถาน แต่ไม่เห็นมีป้ายติดประกาศแม้แต่แผ่นเดียว ผู้คนเดินทางมาจากต่างเมืองต้องเสียเวลารอไปอีกหลายวัน ส่วนมากถ้าเป็นคนอินเดียก็จะปูผ้านอนข้างถนน
“Where are you from?”
“Thailand”
“อ้าวคนไทยเหรอครับ ผมนึกว่าคนญี่ปุ่น” ผู้ชายชาวไทยมุสลิมท่านหนึ่งทักทายพวกเรา
เขามากัน 3 คนเพื่อมาอบรมเกี่ยวกับศาสนาแล้วจะเดินทางไปปากีสถาน ทั้งๆที่ไม่มีข้อมูลการเดินทางอะไรเลย พวกเขาดีใจมากที่พบคนไทยที่นี่ เพราะไม่รู้ระเบียบการขอวีซ่า ภาษาอังกฤษก็ไม่แข็งแรง ภาษาอูรดูของปากีสถานก็ไม่ได้ ภาษาฮินดีก็ไม่รู้เรื่อง อาจารย์เลยอาสาพาทั้งสามคนเดินไปสถานทูตไทย
“ด้านในสถานทูตปากีสถานกำลังร้องเพลงฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่”
หลังจากที่ได้ใบรับรองจากสถานทูตแล้วพวกเราลากันที่สถานทูตไทย ผมนั่งเล่นที่สวนสาธารณะเนรูห์ ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนอันร่มรื่น มักจะมีเจ้าหน้าที่จากสถานทูตมาออกกำลังกาย มีชาวอินเดียมานั่งพักใต้ร่มไม้เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกที่มาติดต่อสถานทูตเพราะแถวนี้เป็นบริเวณที่ตั้งของสถานทูตทุกๆประเทศ แขกขายถั่วทูนถาดใส่ถั่วมาเร่ขาย
ผมกลับมาเล่นอินเตอร์เน็ตแถวโรงแรม เพื่อจะได้ส่งข่าวไปที่บ้านบ้าง
“อินเตอร์เน็ตชั่วโมงเท่าไรครับ”
“ชั่วโมงละ 20 รูปี ขอพาสปอร์ตด้วย” พนักงานที่ร้านตอบแล้วพาผมไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์
การใช้บริการอินเตอร์เน็ตที่นี่จะต้องขอพาสปอร์ตไปถ่ายเอกสารด้วย เพราะว่าชาวต่างชาติพลุกพล่าน และเคยมีการวางระเบิดเกิดขึ้น จึงเป็นพื้นที่อันตรายซึ่งจะมีการตรวจตราเรื่องความปลอดภัยตลอดเวลา
“มาจากญี่ปุ่นเหรอ”
“ไม่ครับ ผมมาจากเมืองไทย” ผมชินแล้วกับคนทักผิดแบบนี้อยู่บ่อยๆ คงหน้าตาไม่เป็นคนไทยเสียแล้ว ชาวอินเดียค่อนข้างชอบคนไทย อาจจะเนื่องจากนิสัยของคนไทยที่มีอัธยาศัยและยิ้มแย้ม ถ้าตอบว่ามาจากไทยแล้ว มักจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี บางครั้งที่ผมยิ้มให้เขาก็ไม่ใช่อะไรหรอก
“ฟังไม่รู้เรื่อง จะตอบยังไงดี”
“ยิ้มสู้ไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย”


เรื่องตื่นเต้น อินเดีย -ปากี ฯ

ผมมานั่งรอกินชาร้อนทั้งๆที่ร้านกำลังเตรียมของ บรรยากาศกลางเมืองหลวงนิวเดลียังมืดครื้ม อากาศเย็นเตรียมรับอรุณใหม่ และแล้วผืนฟ้าที่เป็นสีดำก็ถูกผสมด้วยสีน้ำเงิน เริ่มมีสีแดงกล่ำมาปน พอให้รู้ว่าพระอาทิตย์กำลังเดินทางมาถึงแล้ว เมื่อความมืดหมดไป ท้องฟ้าก็เป็นสีขาวสว่าง ทันใดนั้นลำแสงสีทองก็ลอดผ่านช่องตึกมาทั่วเมือง วงกลมสีเหลืองเริ่มลอยสูงขึ้นเปลี่ยนสีเป็นส้มและแดงจ้าในเวลาต่อมา
“แสงอาทิตย์ ของวันใหม่มาถึงแล้ว”
ผมนั่งจิบชาที่ดาดฟ้า มองดูนกที่บินออกหากินจาก 1 ตัวเป็น 2 ตัว ยิ่งสว่างเท่าใดฝูงนกก็ออกมาหาอาหารเรื่อยๆ เสียงแตรบนท้องถนนเริ่มดังขึ้น
“ผมจิบชาไป ท่ามกลางกลิ่นของขี้วัวที่โชยมาเป็นระยะๆ” แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่ ซึ่งจะต้องทำตัวให้คุ้นชิน
ร้านค้าริมถนนต่างเร่งเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่สถานทูตปากีสถานระหว่างที่คนมารอทำวีซ่านับร้อยชีวิต และพร้อมกันนั้นพวกเขาก็หันไปมองบางสิ่งบางอย่างเบื้องหน้า
“ฉอด ฉอดๆๆ กุตเต”
“ฉอดๆๆๆ” ชายวัย 40 ปีหน้าตาดูทะมึงตึงยืนด่าและชี้ไม้ชี้มือมาที่สถานทูตปากีสถาน
“ระเบิดพลีชีพหรือเปล่า” ผมนึกกลัวอยู่ในใจ ฟังภาษาพูดแล้วจับใจความไม่ได้ รู้เพียงว่า กุตเต ซึ่งแปลว่า หมา
ทั้งหมดต้องเป็นคำด่าที่รุนแรงแน่นอน! หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานครู่ใหญ่ สถานการณ์นี้ก็กลับสู่ปกติ คนอินเดียโดยส่วนใหญ่แล้วจะพกผ้าติดตัวคนละผืนสำหรับรองนั่ง ปูนอนตามถนนหนทาง
“เอาผ้าปัดฝุ่นที่พื้นสองสามทีก็เป็นใช้ได้ สามารถนั่งนอนได้สบาย”
นี่คือความเรียบง่ายรูปแบบหนึ่งของชาวอินเดีย ผมสังเกตคนมุสลิม มีการภาวนาบูชาพระเจ้าด้วยการนับประคำ ซึ่งคล้ายๆกับลูกปัดแก้วใสคล้องที่มือ แล้วนับภาวนา
ใครที่ผมหงอกแล้วมักจะย้อมเป็นสีแดงหรือส้มไม่งั้นก็ทองไปเลย แม้แต่คิ้วหรือหนวดเคราก็นิยมย้อม ผมตกใจว่านี่เป็นแฟชั่นสำหรับคนแก่หรือเปล่าเพราะจะพบได้ในวัยแก่เท่านั้น ไม่มีวัยรุ่นคนไหนย้อมผมเลย อินเดียมีอะไรแปลกๆให้ดูเยอะแยะ การอุ้มเด็กยิ่งแปลกตา อาจถึงขั้นใจหายใจคว่ำไปตามๆกัน เพราะรูปแบบหรือวิธีการอุ้มเด็กของเขานั้น จะเอาตัวเด็กพาดแขนซ้ายมืออีกข้างจับก้นเอาไว้ ขาก็ห้อยไปมาเหมือนกับอุ้มตุ๊กตาเลยเชียว หวาดเสียวน่าดู
พอเดินมาชมย่านการค้า ก็ยังมีอะไรหลายอย่างให้น่ามอง เมืองแขกนี่ใครมีโทรศัพท์มือถือนับว่าเท่ห์มาก ใครมีก็จะโทรคุยเสียงดังหรืออีกวิธีหนึ่งคือ นิยมเปิดเพลงดังๆและเป็นกันทั่วประเทศ แม้แต่ในร้านอาหารก็สามารถพบเจอได้
สิ่งที่แปลกอย่างหนึ่งเมื่อไปเที่ยวในอินเดียคือ หน้าบ้านหรือร้านค้าในอินเดียมักจะแขวนมะนาวไว้ 1 ลูก ร้อยด้วยเชือกติดกับพริกอีกประมาณ 5-6 เม็ด อินเดียเชื่อว่าการแขวนพวงมะนาวกับพริกจะป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมเป็นเด็ก ที่บ้านเวลาโรคตาแดงระบาด คุณย่าจะเอาพริกแดงร้อยเชือกแล้วให้ผมแขวนหน้าบ้าน ผมคิดว่าคงมีความหมายคล้ายๆกัน
หลังจากที่ส่งอีเมล์ไปรายงานความเป็นอยู่ให้กับอาจารย์ที่เมืองไทยแล้ว ก็มาเจอกับนักศึกษาไทยที่เรียนอินเดีย
“From Thailand?”
“Yes” ผมตอบอย่างรวดเร็ว
“คนไทยเหรอครับ ดีใจจัง มาทำอะไรเหรอครับ” นักศึกษาไทยที่มาเรียนลัคเนาว์ถามอย่างตื่นเต้น
“ตอนแรกผมคิดว่าคนญี่ปุ่น เลยไม่กล้าทัก” นักศึกษาคนหนึ่งในกลุ่มพูดแทรกขึ้น
กลุ่มนักศึกษาไทยที่ผมได้สนทนาด้วยนั้นมาเรียนที่อินเดียได้ 5 ปีแล้ว ผมฟังสำเนียงการพูดภาษาไทยของเขาแล้วรู้สึกว่า เขาเริ่มใช้สำเนียงแขกมาปน และ ไฟซ้อล ชายหนุ่มคนที่ทักผมสามารถพูดฮินดีได้อย่างคล่องแคล่วจนทำให้ผมอึ้ง “เมื่อไหร่จะคล่องเหมือนพี่เค้าซะที”


มาจากเมืองไทย

การนั่งจิบชาร้อนๆบนดาดฟ้าก็เริ่มเกิดขึ้น พร้อมกับการต้อนรับเช้าวันใหม่ อากาศตอนเช้ามันช่างสุดแสนจะสดชื่น
เดินทางมาถึงสถานทูตปากีสถานเตรียมตัวมารับวีซ่าเข้าปากีสถาน กว่าสถานทูตจะเปิดก็รอนานแสนนาน เลยมานั่งกินขนมปังปิ้งไข่เจียวที่ร้านข้างถนน ไข่เจียวที่นี่ไม่ได้เลิศรสเหมือนในเมืองไทย เพราะรสชาติ “เค็มมาก” ที่อินเดียไม่มีซอสปรุงรสอย่างบ้านเรา ก็ได้แต่บรรจงใส่เกลือแล้วตีไข่ให้เข้ากัน
“อาจารย์โยนให้หมากิน หมาก็ยังไม่กินเลย มันมาดมแล้วเดินหนีไป”
ร้านริมถนนนี่ก็เป็นร้านเพิงเล็กๆ ดูโทรมมากแล้ว ขายช้าร้อน หมากบรรจุซอง แต่ทว่ามีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาด ผมนั่งข้างๆร้านรออาจารย์เข้าไปในสถานทูต กว่าจะเสร็จธุระก็เกือบ 2 ชั่วโมง เลยเอา Talking dictionaly มาท่องศัพท์แก้เบื่อ พักหนึ่งเจ้าของร้านก็มาชะโงกดูผมและทรุดตัวลงนั่งสนทนากับผม
“มาจากที่ไหนเหรอ”
“เมืองไทยครับ”
“บางกอกเหรอ”
“ครับ” ผมตอบว่ากรุงเทพไปงั้นแหละ เพราะถ้าผมขืนตอบเชียงใหม่ก็ต้องเสียเวลาอธิบายอีกว่ามันคือเมืองอะไร อยู่ที่ไหนของประเทศ ทั้งๆที่คนไทยรู้จักกันดี ส่วนคนอินเดียรู้จักเมืองไทยว่ามีแค่กรุงเทพเท่านั้น
“ครอบครัวทำอาชีพอะไร อยู่ด้วยกันกี่คน มีพี่น้องกี่คน” เจ้าของร้านซักไซร้ประวัติผมแล้วก็จบลงด้วยการขอที่อยู่ผมในเมืองไทย และก็ยื่นที่อยู่ของเขาให้ผม และกำชับผมในตอนท้ายว่า ถ้าว่างแวะไปเที่ยวบ้านเขาก็ได้
ลูกค้าแถวนั้นมายืนดูผมคุยกัน ซึ่งนี่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอินเดีย ใครคุยอะไรขอฟังไว้ก่อน บางครั้งคุยภาษาไทย เขาก็ยังอุตสาห์มายืนฟัง จะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
พักใหญ่ฝนก็โปรยลงมา โชคดีที่อ.ประภาพรเอาเสื้อกันฝนให้ไว้ก่อนจากกัน ผมค้นนออกมาจากกระเป๋าแล้วเอามาคลุมกระเป๋าเดินทาง ที่สำคัญที่สุดก็คือ โน๊ตบุ๊ค แต่ฝนห่าใหญ่ก็ตกได้ไม่นานนัก ก็เริ่มซาลง
าจารย์เดินออกมาจากสถานทูต แต่ก็ยังไม่ได้วีซ่าร์ เพราะวันนี้เป็นการสัมภาษณ์การเข้าประเทศ ต้องมารับวีซ่าอีกวันหนึ่ง เลยรีบเอาตั๋วรถไฟไปคืน ซึ่งจะได้รับเงินคืน 50 % โดยสามารถติดต่อได้ที่ชั้น 2 ซึ่งบริการเฉพาะชาวต่างชาติ ราคาค่าตั๋วรถไฟ 1,800 รูปี ได้คืนมา 796 รูปี

มุ่งสู่พาราณสี

ผู้คนต่างออกมาวิ่งออกกำลังแต่เช้าตรู่ ภายในสวนสาธารณะเนรูห์ กลางกรุงนิวเดลลี แสงแดดกำลังสาดส่องเป็นลำแสงอ่อนๆ จึงทำให้อากาศเช้านี้ดียิ่งนัก นกพิราบ กระแต และสัตว์เล็กต่างหากินอย่างพลุกพล่าน เสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวของนกพิราบ นกแก้ว ทำให้ผมรู้สึกเสมือนหนึ่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของเขาใหญ่ ต้นไม้ ใบไม้ ดอกหญ้าในสวนกำลังผลิใบเป็นสีแดงระเรื่อๆ
ที่สถานทูตมีผู้คนจำนวนมากมาติดต่อรับวีซ่าเข้าประเทศปากีสถาน เมื่อพวกเราได้วีซ่า แล้วก็เดินทาง มาเก็บของ พักผ่อน และเตรียมความพร้อมในการเดินทางไปยังเมืองพาราณสี
ณ สถานีรถไฟ ผู้คนมากหน้าหลายตายืน นั่ง พูดคุยจอแจเสียงดัง ในจอบอกว่ารถจะมาที่ชานชาลา 13 แต่รถไฟตามเวลานั้นมาจอดที่ชานชาลา 12 เลยไม่รู้ว่าจะใช่รึเปล่า พอถามผู้โดยสารที่ยืนอยู่ข้างชานชาลาว่ารถนี้ไปพาราณสีหรือเปล่า เค้าก็ทำหน้างง แล้วก็เดินเลี่ยงหนีไป สงสัยว่าเขาคนนั้นคงไม่รู้ภาษาอังกฤษ
ผมเห็นคนมุงดูกระดาษที่ติดข้างโบกี้ก็เลยเข้าไปดู ตัวหนังสือพิมพ์ด้วยภาษาฮินดีทั้งหมด แสดงรายชื่อผู้โดยสาร
“นั่นไง ชื่อผมกับอาจารย์” ผมดีใจที่หารถไฟเจอ แต่ก็นึกสงสารชาวต่างชาติหลายคนที่ไม่รู้ภาษาฮินดี แล้วจะอ่านได้อย่างไร คงจะวุ่นวายน่าดูกับการลุ้นว่าจะตัวเองจะได้ขึ้นรถไฟหรือไม่
รถไฟอินเดียไม่ได้มีแค่ชานชาลาเดียว แต่มันเกือบ 20 ชานชาลาเลย เวลาที่เดินตามหาชานชาลาก็ทำเอาขาลากเลยทีเดียว โบกี้ที่จองวันนี้เป็นเป็นแบบชั้น 2AC จะมีเตียงที่ใหญ่พอสมควร มี 2 ชั้น และมีม่านกั้น เพิ่มความสะดวกสบายและเป็นเอกเทศ เตียงใกล้ๆกันเป็นแม่ลูกชาวอินเดียเดินทางกับลูกสาววัย 11 ปี และลูกชายวัย 14 ปี
วิเศษจริง รถไฟชั้นนี้มีปลั๊กไฟด้วย !
ผมรีบเอาโน๊ตบุ๊กมาเสียบชาร์ทแบต พร้อมเปิดดูภาพสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองต่างๆที่ถ่ายมา เด็กผู้หญิงมายืนชะโงกดูผมใช้คอมพิวเตอร์
“มาสิ มาดูนี่” อาจารย์เรียกหนูน้อยคนนั้นมาดูรูป หนูน้อยคนดังกล่าวน่ารัก ช่างพูด ผมเปิดเกมส์แข่งรถให้เขาเล่น สักพักก็เรียกพี่ชายมาช่วยเล่นอีกคน
เด็กอินเดียวัย 14 ปีชื่อ โมหิต สนุกกับการเล่นเกมส์แข่งรถในโน๊ตบุ๊กผมจนไม่ยอมนอน ผมเลยชวนคุย เราคุยกันด้วยอาศัยเครื่องมือชั้นยอดอย่าง Talking dictionary ซึ่งดูท่าทางเขาสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยมาก
“นี่จึงเป็นข้อดีของเด็กอินเดียที่กล้าถาม กล้าพูดกับชาวต่างชาติ”
ตามหน้า บ้านพัก

แสงลอดผ่านกระจกรถไฟทำให้เสียงคนเริ่มตื่นมาคุยกันจอแจ
“สวัสดีตอนเช้าครับ” ผมยิ้มแล้วทักทายโมหิตพร้อมกับแม่ที่ตื่นก่อนหน้าแล้ว แต่หนูน้อยยังนอนหลับอยู่เลย
รถไฟจอดที่สถานีพาราณสีเป็นสถานีสุดท้าย แค่ลงมาจากรถไฟเท่านั้นก็จะมีคนเข้ามาพูดจาหว่านล้อมให้ขึ้นตุ๊กๆ แต่มักจะคิดราคาแพงทุกราย ถ้าอยากได้ราคาถูกและเป็นธรรมก็ควรออกมาโบกที่ริมถนนข้างนอกดีกว่า เพราะคนเหล่านี้มักหากินกับคนที่กำลังงงกับสถานที่ มักจะโก่งราคาทั้งนั้นเพื่อความแน่นอน ควรตกลงราคาก่อนขึ้นจะปลอดภัยจากการถูกโกงมากที่สุด
รถตุ๊กๆพาไปส่งที่มหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี แวะหอพักพระไทยนับว่าเป็นบุญเสียยิ่งที่พระท่านพาไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องครัว
วันนี้มีคณะทัวร์มาจากเมืองไทย และมาแวะทานอาหารเช้าที่หอพักพระไทย ผมก็เลยได้อานิสงส์ไปด้วย
อิ่มท้องแล้ว อาจารย์พาผมไปเดินหาบ้านของคุณสุศีล เจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี ซึ่งอาจารย์รู้จักสมัยเรียนปริญญาเอกที่นี่
กาลเวลาเปลี่ยนไป สภาพเมืองพาราณสีก็เปลี่ยนไป ผมเดินนับกิโลเมตรฝ่าอากาศที่ร้อนจัด แถมยังต้องแบกเป้โน๊ตบุ๊กไว้ตลอดเวลาอีกด้วย หลังแล้ว หลังเล่า ก็ไม่รู้จักคุณสุศีล
“คุณครับบ้านคุณสุศีลที่ทำงานในมหาวิทยาลัยอยู่หลังไหนครับ” ผมสอบถามผู้คนที่เดินผ่านมา
“โน่นอยู่ข้างหน้า เดินไปอีก”
ผมเดินตามอาจารย์อย่างเหนื่อยหอบ จนกระทั่งมาถึงบ้านหลังหนึ่ง เสียงคุยโฉงเฉงดังมาจากในบ้าน คลมีคนอยู่ข้างในหลายคน
“คุณสุศีล คุณสุศีลครับ”
ผู้ชายร่างท้วม ผิวดำเดินออกมาพร้อมกับยิ้มอย่างร่าเริงและทักทายอาจารย์ที่ไม่ได้เจอกันมานาน พวกเราเข้าไปนั่งคุยกันในบ้าน อาจารย์กับคุณสุศีลสนทนากับด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว ผมได้แต่นั่งฟัง เพราะพูดไม่ค่อยเป็นฟังไม่ค่อยออกตามประสา หลังจากที่เก็บกระเป๋าเรียบร้อย ผมก็ขอให้อาจารย์ไปส่งซื้อพจนานุกรมภาษาฮินดี เพราะหลังจากนี้ชีวิตผมจะต้องเปลี่ยนไป พรุ่งนี้อาจารย์จะต้องเดินทางไปปากีสถานแล้ว ผมจะต้องใช้ชีวิตอย่างลำพังต้องแปลภาษาด้วยตัวเอง ไม่มีคนคอยบอกเหมือนที่เคย พจนานุกรมจึงเป็นเสมือนอาวุธจำเป็นที่ช่วยให้ผมเอาชีวิตรอด
ตลาดลังกาเป็นตลาดและย่านการค้าที่ค่อนข้างใหญ่ในพาราณสี พ่อค้าจะนำผักสดมาขายริมถนน มีร้านค้าตลอดเส้นทาง ถนนสายนี้จึงเป็นถนนที่ไม่เคยว่างเว้นจากรถ ลาจำนวนมากที่ขวักไขว่บนท้องถนน
การเดินทางก็สามารถนั่งสามล้อจากมหาวิทยาลัยมาได้เลย ผมนั่ง 2 คน ค่าปั่นเพียง 12 รูปีเอง ถือว่าเป็นค่าแรงที่ถูกมากถ้าเทียบกับเมืองไทย
หลังจากที่หายเหนื่อยแล้ว ภารกิจตอนเย็นของพวกเราคือ ออกไปดูพิธีอารตี ริมแม่น้ำคงคา ซึ่งเป็นการบูชาพระศิวะ โดยเป็นพิธีที่มีจุดเด่น และถือเป็นจุดขายของเมืองพาราณสีเลยก็ว่าได้ ผู้คนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลมาชมพิธีบูชาไฟ ผมนั่งอยู่ชั้นบน เป็นที่นั่งสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาชมพิธี คนไทยหลายคนก็เข้ามาดูพิธีนี้ บางส่วนก็จะนั่งเรือแล้วมาจอดดูที่ริมแม่น้ำคงคาหลายสิบลำ พราหมณ์ที่จะประกอบพิธียืนเหนือแท่นบูชาซึ่งมีทั้งหมด 7 แท่น แต่ละแท่นก็จะมีอุปกรณ์สำหรับบูชา ซึ่งขาดไม่ได้คือตะเกียงไฟ เหนือแท่นมีป้ายขนาดใหญ่ว่า “ Ganga Seva Nidhi Dashashwamedh Ghat, Varanasi”
ซึ่งเป็นชื่อของท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับประกอบพิธีบูชาไฟ
ท่ามัลลิการ์ ยังมีการเผาศพอยู่ แต่ทว่าวันนี้ไม่ค่อยเยอะเท่าไร ควันจากการเผายังคงลอยคุ้งเป็นสาย เหนือท่าน้ำต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดาของผู้คนแถวนี้ มีเกิดก็ต้องมีตาย คุณสุศีลเข้ามาแนะนำการใช้ซิมใหม่ของผมที่ห้อง ซึ่งเป็นซิมอินเดีย ราคา 300 รูปี และเติมเงินอีก 500 รูปี สักพักข้อความก็โชว์บนหน้าจอ
“คุณมียอดเงิน 553 รูปี” อัตราค่าโทรภายในประเทศนาทีละ 1 รูป ส่งข้อความครั้งละ 1 รูปี
แต่สำหรับผมโทรมาเมืองไทยก็เสียนาทีแรก 9 รูปี นาทีต่อมาก็ลดลงเรื่อยๆ จนถึงนาทีละ 4 รูปี ซึ่งถือว่าถูกมากสำหรับการโทรข้ามประเทศ


ฉายเดี่ยว ในพาราณสี

เช้าแรกของการตื่นนอนที่บ้านในเมืองพาราณสี ที่เต็มไปด้วยยุงฝูงใหญ่บินก่อกวนตลอดทั้งคืน ผมออกไปเดินเล่นภายในมหาวิทยาลัยกาศีฮินดู อากาศในตอนเช้ายังสดใส ไม่ร้อนเหมือนตอนกลางวัน ที่เทวาลัยมีคนมาบูชาศิวลึงค์ และขายช่อดอกไม้สำหรับสักการะ ผมชอบเดินสูดอากาศยามเช้า ซึ่งนอกจากจะทำให้หายใจสะดวกเสริมสร้างพลังชีวิตแล้วยังได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นอีกด้วย การใช้ชีวิตในอินเดียซึ่งคนไทยส่ายหน้าพร้อมบ่นว่าวุ่นวาย สกปรก มีแต่เชื้อโรค เมื่อมาดู มาเห็น มาสัมผัสด้วยตัวเอง ก็จะพบว่าสิ่งที่พร่ำบ่นนั้น มีทั้งเรื่องที่จริง และไม่จริง
ชาร้อนที่ร้านเล็กๆริมทางแยกมีชาวบ้าน และนักศึกษามานั่งดื่มชายามเช้า ราคาเพียงแก้วละ 2 รูปีเท่านั้น ผมนั่งจิบชาฟังแขกคุยกันสักพักก่อนจะเดินกลับบ้าน ช่วงสายหน่อยผมก็มาส่งอาจารย์ขึ้นรถตุ๊กๆในมหาวิทยาลัยเพื่อเดินทางเข้าประเทศปากีสถานโดยรถไฟ
การใช้ชีวิตคนเดียวของผมเริ่มต้นขึ้นแล้ว !
มื้อกลางวันผมไม่มีวัตถุดิบทำอาหารเลย เข้าไปในครัวก็ไม่มีอะไรที่กินได้ แต่ถ้าจะออกไปตลาดคงวุ่นวายแน่ๆ แต่โชคดีที่ยังมีขนมที่ซื้อติดมือมาตอนไปส่งอาจารย์คอยประทังความหิว ขนมที่มีส่วนประกอบหลักคือมันฝรั่ง ผสมถั่ว แล้วปรุงรสด้วยเครื่องเทศ ผมไม่มีกับข้าวกินเลยตัดสินใจต้มน้ำอุ่น หลังจากนั้นเทขนมลงไปก็เป็นอันใช้ได้ รอดตายไปหนึ่งมื้อ ขนมถุงนี้จึงเป็นอาหารมื้อแรกที่มันทำให้ผมได้เล่าขานไปอีกนาน
“กลับไปเมืองไทยคงผอมแน่ๆ” ผมคิดในใจ
แดดเริ่มหมดฤทธิ์ไปบ้างแล้ว ผมหาโอกาสออกไปชมทั่วบริเวณของมหาวิทยาลัย และจะได้หาเพื่อนมาพุดคุยฝึกภาษาบ้าง
“จะไปไหน” เสียงอมิทลูกชายคุณสุศีลทักขึ้นมาเป็นภาษาไทย
“ไปวัดศิวนาถครับ” ผมตกใจพร้อมกับตอบเป็นภาษาฮินดี
คุณอมิทรู้ภาษาไทยบางประโยคเพราะเขาจำพระที่หอพักในมหาวิทยาลัยพูดกัน พูดประโยคง่ายๆได้ ถ้าผมตอบเป็นภาษาไทย เขาก็ไม่เข้าใจอีก ผมก็เลยต้องตอบและอธิบายด้วยภาษาฮินดี
“อย่ากลับมาดึกนะอันตรายมาก ไม่ควรเกิน 6 โมงเย็น เงินกับพาสปอร์ตให้เก็บเอาไว้ที่ห้อง” คุณอมิท เตือนผมด้วยความห่วงใย
ที่วัดศิวนาถภายในมหาวิทยาลัยคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาบูชาศิวลึงค์ ผมเดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ ไม่กล้าทักใคร
นั่น ! มีเด็กขอทานเดินมาตรงที่ผมยืน ผมก็เลยลองทักทาย ซักถามประวัติทบทวนประโยคง่ายๆ แต่ว่าพอมันไม่ได้เงินมันก็เดินหนีไป มีหรือที่ผมจะลดละการแสวงหาเพื่อน การหามิตรยังคงดำเนินต่อไป
นั่นไงล่ะเป้าหมายของผม ! เด็กสามคนกำลังจับกลุ่มคุยกันข้างถนน ท่าทางและการแต่งตัวดูดี น่าจะเป็นชนชั้นสูงในสังคม ต่างจากเด็กชาวอินเดียทั่วไปมาก
“สวัสดีครับ บ้านอยู่แถวนี้เหรอ” ผมเริ่มต้นสนทนาอย่างเป็นมิตร และนั่นก็กลายเป็นจุดที่สร้างความสนใจให้แก่เด็กๆ เราได้พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง ผมรู้สึกถูกคอเด็กกลุ่มนี้มาก พวกเขาสนใจการตอบของผม แม้เราจะมีอายุห่างกันเพราะพวกเขาเป็นเด็กม.ปลาย แต่เขาก็เรียกผมว่า “เพื่อน” การนับเพื่อนของชาวอินเดียไม่จำเป็นต้องอายุเท่ากันเสมอไป หากคุยกันรู้เรื่อง เข้าใจกัน ก็ถือว่าเป็นเพื่อน จวนสุดท้ายของการสนทนาใกล้จะจบ พวกเราต่างแลกเบอร์โทรศัพท์กัน แยกย้ายกลับบ้าน ก่อนที่ความมืดจะคลุมทุกอณูบริเวณ
“บาย โด๊ส” ลาก่อนเพื่อน
เพื่อนใหม่คนหนึ่งปั่นจักรยานแล้วโบกมือลา นั่นทำให้ผมรู้สึกหดหู่ไม่ใช่น้อยที่จะต้องไปอยู่เมืองอื่น แต่ผมก็เชื่อว่าหากเมื่อไรที่มิตรภาพของผมกับพวกเขายังคงประทับตรึงตราอยู่ สักวันหนึ่งเราคงได้เจอกันอีก พวกเขาปั่นจักรยานลับตาไปกับความมืด ส่วนผมก็เดินฝ่าความมืดเพื่อกลับบ้าน ระหว่างทางผมแวะซื้อกล้วยหอมและเจ้ากล้วยหอมนี่แหละที่กลายเป็นอาหารเย็นตบท้องของผม ที่นี่ขายลูกละ 2.50 รูปี ซึ่งหากเทียบกับไทยแล้วแพงไม่ใช่เล่น แต่ก็ว่าเถอะเมืองไทยของเราอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ ผลหมากรากไม้ แต่ในอินเดียต้นกล้วย หรือสวนกล้วยไม่ค่อยมากนัก
ผมกลับมาถึงบ้านก็เตรียมจัดข้าวของเพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไปยังเมืองนัยนิตาลกับคุณอมิท คุณอมิทบอกว่าที่นั่นอากาศหนาวเย็นมาก ต่างจากพาราณสีที่ร้อนจัดทั้งวัน ฉะนั้นสิ่งที่ไม่ควรพลาดก็คงเป็นเสื้อกันหนาวตัวเบ้อเริ่มที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ลมหนาวมากะเทาะบนร่างกาย และสำคัญที่สุดก็คือการเตรียมร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับความหนาวเหน็บของอินเดีย ซึ่งผมไม่รู้ว่าจะหนาวแข่งกับเมืองไทยได้หรือเปล่า ครู่หนึ่งผมก็ล้มลงนอนสลบสไหลไป
“หลังจากนี้ก็ต้องจากพาราณสีไปอีกหลายวัน”


หาเพื่อนใหม่ ในอินเดีย


ตอนนี้ยัง ตี 5 อยู่เลย ผมต้องสะดุ้งตื่นมาในความมืดเมื่อกับรู้สึกว่าพัดลมหยุดหมุน ไฟดับอีกแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น กับฉันอีกแล้วนี่”
“วิ้ง ๆ วิงๆ” และแล้วผมก็ตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพทหารยุงอินเดีย ที่พร้อมจู่โจมได้ทุกเมื่อด้วยอาวุธครบครับ ไม่เหมือนยุงเมืองไทย เพราะยุงที่นี่มันทำงานกันเป็นกองทัพเลยก็ว่าได้
ผมงัวเงียมาดึงเอาผ้าปูเตียงมาห่มถึงคอ มันก็พากันบินมาตอมที่หูทั้งสองข้าง เสียงดังปานประหนึ่งเครื่องบินจะลงจอดที่หูเลยทีเดียว
ครั้นเมื่อแสงอ่อนๆลอดผ่านช่องหน้าต่างมาแล้วมือก็คว้าโทรศัพท์ พร้อมข้อความส่งไปให้เพื่อนใหม่ชาวอินเดีย ที่เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อวาน หวังจะบอกลาไปเมืองนัยนิตาล ด้วยข้อความภาษาอังกฤษแบบฝรั่งเห็นแล้วคงหัวเราะ ด้วยความไม่รู้ภาษาอังกฤษ พอให้จับใจความได้ว่า
“ฉันต้องการคุยกับคุณ 11 โมง ที่หน้าวัด”
จากนั้นผมก็รีบอาบน้ำแต่งตัวหวังจะคุยกับเพื่อนใหม่ ในต่างแดน นั่งสามลิกชาว์ (สามล้อ) 8 รูปี สายตาสอดส่องดูผู้คนที่ต่างมาบูชาศิวะลึงค์ ภายในวัดศิวะนาถแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ใน มหาวิทยาลัย กาศี ฮินดู ใกล้เวลานัดแล้ว ก็เดินไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ ที่ๆพบกันครั้งแรก
Shubham ชายนุ่มวัย 16 ปี แต่งตัวดูดีไม่เหมือนแขกคนอื่น หน้าตาดูดี ร่างเล็ก เดินเข้ามาทักทายจากด้านหลัง ผมตกใจและแทบไม่น่าเชื่อถึงความตรงต่อเวลาของคนอินเดีย มันต่างจากเวลานัดของคนไทยเสียมากที่มักจะช้าและสายไปเป็นชั่วโมง ความประทับครั้งแรกได้เกิดขึ้นกับเพื่อนคนนี้เป็นอย่างมาก
เขามากับอีกเพื่อนคนหนึ่ง วัย 18 ปี ชื่อว่า ปันกัช เราสามคนคุยกันโขมงโฉงเฉง เหมือนคนอินเดียทั่วไปจนคนที่เดินผ่านไปมาอดมองไม่ได้ เพียงแต่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่านั้น ใช้ทั้งภาษาอังกฤษ ปนภาษาฮินดี และ ใช้ talking dictionary กดแปลภาษายื่นไปมา เราคุยกันด้วยการยื่น talking dictionary ส่งไปมาเป็นเสียส่วนใหญ่ วัยรุ่นแถวนั้นราวเจ็ดแปดคน เดินมามุงดูว่าเราคุยอะไรกัน สิ่งนี้ต่างจากไทยมุงก็คือคนไทยเราจะมุงดูของแปลกระยะ 10 เมตร หรือระยะแอบดู แต่แขกมุงมันไม่ได้เป็นเช่นนั่นเสียเลย เขามามุงระยะ 1 ฟุตประชิดตัวเรา สายตามันวาวของคนเหล่านั้นมายัง คน 3 คนที่คุยกันด้วยการยื่น talking dictionary คงคิดว่า
“มันทำอะไรกัน”
ตอนแรกผมคิดว่าเขามาด้วยกันเสียอีก คนไทยเราเห็นชาวต่างชาติต้องรีบเข้าเกียร์หนีระยะเดินมาถามไม่ได้ แต่คนอินเดียไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ยิ่งเห็นคนต่างถิ่น ต่างประเทศเขาพาพากันกรูเข้าไปดูของแปลก ถามไถ่ว่าจะไปไหน มนต์เสน่ห์นี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมหลงรักอินเดียตั้งแต่ครั้นเมื่อตอนมาครั้งแรก ชายหนุ่ม สามคนคุยกันเกือบชั่วโมง พร้อมกับหนุ่มแขกที่มุ่งดูระยะกระชั้นชิด

“ บ้านเธออยู่ที่ไหนเหรอ” ผมถาม
“สามเน ฆาต”
“คิดเหรอว่าฉันจะรู้” ผมคิดในใจ พูดออกมาไม่เป็น
“โอกาสหน้าฉันไปบ้านเธอได้ไหม”
“ปะ ไปกันเลยตอนนี้”
โอ้ ตายจริง ผมไม่ได้บอกว่าจะไปตอนนี้ แต่....ปฏิเสธไม่เป็น เท่านั้นแหล่ะ ความซวยกำลังมาหาแน่ๆ ภาษาก็ไม่ฟังไม่รู้เรื่อง พูดฮินดีก็งูงู ปลาปลา แล้วจะคุยกับคนที่บ้านเขายังไง ผมครุ่นคิดในใจ
ยังไงก็ต้องเสี่ยงดวงแล้วล่ะ ผมตอบตกลงที่จะไปเที่ยวหอพักของ Shubham และ pankaj นั่งสามล้อไปเอาเงินที่บ้านเพราะกลัวเงินในกระเป๋าจะไม่พอ
ปกติผมไม่ได้พกเงินเยอะเพราะคุณอมิท ลูกชายเจ้าของบ้านบอกให้ผมเก็บเงินกับพาสปอร์ตไว้ที่ห้อง ถ้าพกเงินมากมันไม่ปลอดภัยสำหรับชาวต่างชาติ ที่ไปไหนมาไหนเพียงคนเดียว
“เราสามคนนั่งตุ๊กๆ ไปลงที่หน้ามหาวิทยาลัยคนละ 5 รูปีเท่านั้น”
การจราจรที่วุ่นวาย ทำให้ผมเบื่อที่จะออกมาข้างนอก สองเท้ารีบก้าวเดินตามเพื่อนทั้งสอง ทำให้เรารู้เทคนิคการเดินถนนในอินเดีย จะเดินทางไหนก็เดินไปเลยเดี๋ยวรถมันจะกดแตรแล้วหลีกเราเอง มันเป็นวิธีที่ดีเลยแหละ เพราะการที่จะให้คนหลบนั้นบางครั้งมันเดากันไม่ถูกว่าจะหลบซ้ายหลบขวา บางครั้งมาซ้ายเหมือนกันก็ชนกัน มาขวาเหมือนกันก็ชนกันอีก แต่ที่อินเดีย เรายืนนิ่งกลางถนน รถมันจะหลบเสียเอง มื้อกลางวันวันนี้เราไปกินข้าวที่ร้านหน้ามหาวิทยาลัย ธรรมเนียมอย่างหนึ่งก็คือ เราเป็นคนชวน เราต้องเป็นคนเลี้ยงอาหารมื้อนี้ ผมก็เลยเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับเพื่อนใหม่คนนี้ซึ่งรู้ภายหลังทำเอาตกใจเหมือนกันที่ Shubham เป็นลูกของข้าราชการใหญ่ เมืองพาราณสี คงจะเทียบเท่านายอำเภอ หรือผู้ว่าประมาณนั้น ส่วน pankaj พ่อเป็นทนายความ
เมื่อเดินท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ สักพักก็ไปถึงหอพักของทั้งสอง Shubham และ pankaj อยู่ห้องเดียวกัน ราคา 2,500 รูปี รวมค่าอาหารและค่าติวพิเศษ เขาพาผมไปทักทายเพื่อนทุกห้องเมื่อไปถึงห้องไหนก็เดินตามลงมากันเป็นขบวน
“เห็นผมเป็นของแปลกรึไง” คงแหงล่ะ หน้าตาก็ไม่ใช่คนอินเดียอยู่แล้ว
เพื่อนๆ เกือบ 10 คนที่มายืนดูผมในห้องของ Shubham ทุกคนเป็นมิตรนิสัยดี ยิ้มแย้ม แต่ก็ยังคุยกันด้วยการยื่น talking dictionary อีกเช่นเคย เพื่อนคนอินเดียสนุกกับการพิมพ์คำศัพท์ยื่นไปมา จนพวกเขาเรียกเจ้าเครื่องนี้ว่า translater
เพื่อนๆต้อนรับผมด้วย น้ำอ้อยก้อนหนึ่งกลม เกือบเท่าไข่ไก่ มันหวานเสียยิ่งกว่าอะไรซะอีก พร้อมกับน้ำเย็น 1 แก้ว ในในก็นึกขำแต่มันคงเป็นธรรมเนียมหรือเปล่า ก็กัดกินไปครึ่งหนึ่งท่ามกลางสายตาที่จ้องมอง สักพักเด็กหญิงหน้าตายังบ๊องแบ๊วดูน่ารักวัยสัก 7 ขวบก็เอาชาร้อนมาให้ดื่ม เธอเป็นลูกสาวของอาจารย์ในหอพักนี้
“โอ้ย” ผมตะโกนลั่น เมื่อรู้ว่า ในมือนั้นร้อนเหมือนถือถ่านไฟสีแดงอยู่
พวกนั้นหัวเราะกันใหญ่ เมื่อผมมัวคุยแล้วเอามือรวบแก้วชาร้อน ที่กำลงพ่นไอ ฉุย ๆ เป็นสัญญาณว่าร้อนมากๆ แล้วยิ่งเป็นแก้วสแตนเลสอีกด้วย เลยไม่ต่างกับถ่านไฟเสียเลย
“เดี๋ยวก็ด่าเป็นภาษาไทยซะเลย พวกที่หัวเราะนี่” ผมบ่นในใจ
การสนทนาครั้งนี้ทำให้ผมสังเกตได้ว่าคนอินเดียดีใจที่มีเพื่อนชาวต่างชาติ และชอบคุยกับชาวต่างชาติทั้งๆที่เราคุยกับเขาไม่รู้เรื่องก็จะพยามยามช่วยกันแปล คงเหมือนเล่นเกมอะไรซักอย่าง
คนอินเดียบ้ากล้องถ่ายรูปมาก บ้าขึ้นสมองเลยประมาณนั้น ชอบถ่ายรูปแล้วจะต้องดูภาพให้ได้ บางครั้งก็แย่งกันดู แม้แต่อาจารย์ที่พอพักก็เป็นไปกับเขาด้วย และจะถามราคาของทุกย่างที่เรามี ไม่ว่าจะเป็น talking dictionary มือถือ หรือกล้องดิจิตอล พวกเครื่องมืออิเล็กทรอนิคต่างๆ พวกเขาจะชอบมาก ยิ่งโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายรูปถ่ายจะปลื้มเป็นพิเศษ ทั้งๆที่บ้านเราดูเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว
เพื่อนคนหนึ่งขอดูเงินไทย ผมก็ควักแบงก์ 20 ให้ดู เขาชี้ที่รูป ในหลวงพร้อมจ้องมาที่ผม
“เว กอน แฮ” นี่รูปใครเหรอ
“เว ไทยแลนด์ กา รายา แฮ” ท่านคือราชาของประเทศไทย ผมตอบ
ทุกคนทำหน้างง หนุ่มอินเดียคนหนึ่งรีบถามขึ้น “ ประไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยไม่ใช่เหรอ ทำไมมีพระราชา ”
คำถามนี้ทำเอาผมอึ้งไปสักพัก เพราะไม่รู้จะตอบเป็นภาษาวิชาการว่าอย่างไรดี ไม่น่าเชื่อกับการตั้งคำถามของเขา ที่เด็กไทยแทบจะเทียบชั้นไม่ได้เลย พวกเราคุยกันนานพอสมควรแล้วผมก็ลากลับ Shubham และ pankaj ยังคงเดินมาส่งเราขึ้นรถตุ๊กๆ ที่หน้ามหาวิทยาลัย เราจับมือแล้วกล่าวลา อมยิ้มและแอบปลื้มในมิตรภาพที่เพื่อนมอบให้ ทั้งที่วันพรุ่งจะเป็นการสอบปลายภาคเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของพวกเขา ผมกลับมาอ่านหนังสือที่ห้องพัก พอ 5 โมงเย็นก็รีบไปที่หน้าวัด หวังว่าจะได้เจอกับเพื่อนๆแต่ครั้งนี้ผมมาช้าไป 20 นาที ไม่รู้ว่าเขามาแล้วไม่เจอหรือเปล่า ก็ได้แต่นั่งอ่านหนังสือรอ ผู้คนหลายร้อยทยอยกับมาบูชาพระศิวะ เป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น หรือนักศึกษา มาทำการบูชาศิวลึงค์กัน มากมาย ผมรอแล้ว รอเล่า ใต้ร่มไม้ต้นเดิม จนแสงอาทิตย์เริ่มน้อยลง น้อยลง และหายไปในที่สุด
ผมเดินกลับหอท่ามกลางความมืด ตามถนน วันนี้ไฟฟ้าดับช่วงเย็น เสียงเครื่องปั่นไฟของร้านค้าหลายๆร้านดังกระหึ่มขึ้น บางร้านเป็นร้านเล็กก็ใช้หลอดไฟแบบโคมไปเล็กส่องหน้าร้าน เดินท่ามกลางความมืด เกือบ หนึ่งกิโลเมตรมาถึงบ้านพักพร้อมกับความประทับใจ ที่ยากจะลืมเลือน
ในตอนพระอาทิตย์ตกดินเช่นนี้ หันไปทางไหนก็มีแต่ความเงียบเหงา ความอ้างว้างของคนที่จากบ้านมาอยู่คนเดียวแบบนี้ สายตามองที่หน้าต่าง
“หากอยู่เมืองไทย ยามหัวค่ำแบบนี้เรา คงสนุกสนานกินข้าวเย็นกับเพื่อน พี่ น้องในชมรมพุทธศิลป์ มช. แน่ๆ” ฉันต้องอยู่คนเดียวจริงๆหรือนี่
มือคว้าเอาโทรศัพท์มือถือโทรไปเบอร์ของ มหาดิว ประธานชมรมคนใหม่ โชคดีที่น้องๆหลายคนทานข้าวกันอยู่เลยได้ทักทายทุกคน อยากให้ทุกคนตั้งใจทำงานเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาต่อไป คนที่จะได้มีโอกาสรวมกลุ่มกันทำความดี ทำคุณประโยชน์แก่สังคมนั้นมีคนน้อยนักที่มีโอกาสมีอยู่ในสังคมที่ดีๆ มาเจอเพื่อนดีๆ เมื่อมาอยู่อินเดียแล้วได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง เราโชคดีที่สุดแล้วที่ได้เกิดในเมืองไทยอันอุดมสมบูรณ์ เมืองอันสงบ ที่นี่ถนนหนทางมีแต่ฝุ่นและขี้วัว ที่เกลื่อนกลาดตามท้องถนน น้ำหมากเปื้อนเปรอะที่อยากบ้วนเมื่อไหร่ก็บ้วนทิ้งได้ทุกเมื่อ คนไม่มีอันจะกินไม่ได้มีแค่สักร้อยหลักพัน แต่มันมีมหาศาล เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวมอมแมม ไม่มีเสื้อผ้าสวยๆใส่ประดับประดาอวดโฉมกัน ไม่มีรองเท้าให้เรียงโชว์ตามชั้น ใส่ผลัดวันละคู่ คนแก่ เด็กเล็กเดินเท้าเปล่าตามพื้นดินตามโคลนอย่างอดสู ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา ฝุ่นที่ตลบอบอวล และในค่ำ
ในนี้ก็คงเป็นคืนที่จะต้องจากเมือง พาราณสี ไปอีกหลายสัปดาห์ เนื่องด้วยจะต้องไปอยู่เมือง Nainital กับคุณอมิท ลูกชายเจ้าของบ้าน คงคิดถึงเพื่อนๆ ที่นี่ บางครั้งมิตรภาพดีๆ มันเกิดขึ้นได้ทั้งๆที่สื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง คงได้แต่บอกว่า
“ลาก่อนเพื่อนรัก”


จากพาราณสี สู่เมืองนัยนิตาล

เช้าวันนี้ต้องเก็บของแพ็คกระเป๋าเดินทางไกล ไปเมือง Nainital ในรัฐอุตรขัน ทางเหนือของอินเดีย เมืองนี้สามารถมองเห็นวิวเทือกเขาหิมาลัยได้ เมื่อขึ้นไปอยู่บนยอดเขา
ผมไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องเดินทางถึง 18 ชั่วโมง แทบตกใจเมื่อคุณอมิท บอกตอนที่รถไฟใกล้จะออกจากสถานีพาราณสีชนิดที่ว่า ยังไงก็ต้องไป เราเดินทางจากสถานีรถไฟเมืองพาราณสี เมื่อเวลา 14.00 น ด้วยรถนอนปรับอากาศ ชั้น3 ( 3 AC sleeper ) ผู้โดยสารเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ผิดจาก เที่ยว นิวเดลลี-วาราณสี เสียมากที่แน่นจนไม่มีเตียงว่างเอาเสียเลย การเดินทางช่วงแรกต้องลงที่สถานี รามปุร ตามเวลาจะถึงประมาณ ตี 1 คุณอมิทเลยไม่ยอมหลับเพราะเคยนอนหลับแล้วรถไฟเลยไปถึงนิวเดลลี
ในช่วงบ่ายเราก็นั่งคุยกับคุณอมิทในรถไฟ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ต้องนั่งคุยด้วยกันนานๆ ซึ่งใช้ถึง 4 ภาษาด้วยกัน ภาษาอังกฤษที่รู้แบบ งูๆ ปลาๆ ก็ใช้ talking dictionary ยื่นไปมาเช่นเคย
ภาษาฮินดี ที่มีพจนานุกรมอยู่ในมือ ภาษาไทยที่คุณอมิท พอรู้เป็นบางคำเนื่องจากเขาคลุกคลีกับพระนักศึกษาไทยในหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี และภาษามือ คุยกันชนิดที่เมื่อยมือไปข้างหนึ่งเลยประมาณนั้น
คุณ อมิท รู้จักคนกว้างขาง มีญาติเป็นตำรวจบนรถไฟ ซึ่งก็มาคุยด้วยกันนานพอสมควร อดหัวเราะไม่ได้กับลุงตำรวจที่แกะ กระบอกบรรจุกกระสุนออกมาทำความสะอาด แล้วมัดด้วยเชือกป่าน มันคงเก่าเต็มที แกชอบถ่ายรูปไม่แพ้ชาวบ้านทั่วไป
“ผมถ่ายรูปกับคุณได้ไหมครับ”
“โอเค นั่งเลย” พร้อมยื่นปืนเก่าๆ ให้ผมถือถ่ายรูป ผมก็ถือปืนของแกถ่ายรูปบนรถไฟ
รถไฟถึงสถานีรามปุร เวลา 02.30 น ซึ่งช้ากว่ากำหนดลมหนาวประทะมาเป็นระยะๆหนาวมากจนต้องเอาเสื้อกันหนาวมาใส่
คุณอมิทเอา sweater ให้ผมใส่อีกชั้นหนึ่งพอประทังความหนาวได้ ผู้คนที่เดินทางต้องวิ่งกระเสือกกระสนแย่งกันขึ้นเพราะไม่มีเงินซื้อตั๋วชั้นนอน
“หญิงชราห่มสาหรีคลุมด้วยความหนาวเหน็บ รองเท้าไม่มีใส ถือไม่เท้าวิ่งตามให้ทันขึ้นรถไฟเห็นแล้วน่าสงสารยิ่งนัก แต่มันคงเป็นภาพที่เห็นเป็นธรรมดาของคนแถวนี้ ”
และรถไฟอีกคันที่จะไปต่อของเรามาถึง 03.10 น. คุณอมิทบอกว่ามีตั๋วแล้วแต่เราไม่เห็นซื้อตั๋วใหม่ หรือจะใช้ตั๋ว เก่าเราก็ไม่ทราบได้แต่เดินตามขึ้นรถไฟไปนั่งที่เตียงว่าง สักพักตำรวจขอดูตั๋ว แล้วคุยอะไรบางอย่างกับคุณอมิทเป็นภาษาฮินดี ที่ผมจับใจความไม่ได้ แต่ผมแปลช่วงหลังๆได้ว่า
”จะโล ” ซึ่งหมายความว่า จงไป
มันเป็นการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของวันนี้ ผมก็ต้องหอบกระเป๋าเดินทางไป อีก 2โบกี้ ไปคุยกับตำรวจอีก 2 คน ดูสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก สีหน้าแต่ละคนเคร่งเครียด ผมได้แต่ยืนดูและพยายามจับใจความ จากนั้นคุณอมิทก็ให้ผมเอาแบงก์ 100 รูปีเอาให้ตำรวจ และก็ตกลงให้ไปนั่งที่เดิม พวกเราหอบกระเป๋าเดินไปโบกี้เดิม
คุณอมิท พูดขึ้นว่า “This is India”
ทำให้ผมเข้าใจระบบอะไรหลายอย่างในประเทศนี้ที่ใครอยากรู้ต้องมาเผชิญด้วยตนเอง เรานอนหลับในรถไฟคันนี้ด้วยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หนุนหัวแทนหมอน
ตื่นมาอีกครั้ง เวลา 06.00 น. ก็รู้ตัวว่าอยู่ภายใต้ความหนาวเย็นและอ้อมกอดแห่งขุนเขาที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา รับเช้าวันใหม่ ที่สถานนีรถไฟ Kadkodam เตรียมตัวเดินทางต่อไปเมือง Nainital ด้วยรถแท็กซี่ที่รับคนไป Nainital โดยเฉพาะ นั่งรถผ่านขุนเขาที่สูงลิบ ยอดเขามีเต็มไปด้วยใบไม้เริ่มผลิใบสีเขียวอ่อน สีแดงเรื่อๆ สวยงามหลังจากที่หิมะปกคลุมมานาน ตื่นเต้นกับทิวทัศน์สองข้างทางด้วยความประหลดใจว่านี่หรือ คือ อินเดีย ยิ่งรถวิ่งเข้าสู่ทะเลสาบ Nainital
ผืนน้ำสีเขียวประทะแสงแดด ฉากหลังเป็นยอดเขาใบไม้อ่อน สีแดงเรื่อบ้าง เหลืองบ้าง เขียวบ้าง แทบไม่อยากจะกระพริบสายตา ผู้คนที่นี่ไม่เหมือนกับอินเดียทั่วไป แต่งตัวดูดี ผู้ชายจะใส่เชื้อเชิ้ตข้างใน สวมทับด้วย sweater และคลุมด้วยสูทอีกชั้นหนึ่ง ผู้หญิงก็เป็นสาหรีหนา บางคนก็คลุมด้วยสูทตัวใหญ่พอให้คลายความหนาว ผู้คนที่นี่น่าตาดี ผิวขาว คล้ายกับฝรั่งเสียมากกว่า
เด็กนักเรียนแต่งตัวน่ารักมากไม่ต่างจากนักเรียนทางยุโรปเลย ผู้ชายใส่ชุดสูท ผูกเน็คไทต์ มี sweater ของโรงเรียนสวมทับเสื้อเชิ้ตอีกชั้นหนึ่ง นักเรียนหญิงใส่กระโปง เสื้อเช็ตผูกเน็คไทต์ มี sweater ของโรงเรียนสวมทับเช่นกัน เมื่อเก็บกระเป๋าในบ้านคุณอมิทแล้ว ผู้เขียนก็ออกมายืนดูนักเรียนเดินไปโรงเรียนท่ามกลางอากาศหนาวเย็น รายล้อมด้วยต้นสนที่เพิ่งเป็นอิสระจากหิมะที่ปกคลุม แทบไม่เชื่อสายตาตนเองว่ากำลังยืนอยู่ในอินเดีย ไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้มาก่อนในชีวิตของคนชอบเที่ยวอย่างผม วันนี้ออกไปเที่ยวทะเลสาบตั้งแต่เช้าจรดเย็น ถึงแม้แสงแดดจะส่องทั้งวันแต่อากาศยังหนาวเย็นด้วยลมหนาวจากภูเขา ผู้คนออกมานั่งข้างทะเลสาบผิงไอแดดหนีความหนาว รถสามล้อวิ่งไปมา ผู้คนยังขวักไขว่ไม่แพ้เมืองอื่น และที่ขาดไม่ได้ในเสน่ห์อินเดียก็คือเสียงแตรที่ไม่เคยหยุดนั่นเอง
“ผมมาอยู่ที่นี่ก็ต้องจำเป็นเดินกลางถนนตามคุณอมิท”
แบบที่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม รถที่ตามมาก็กดแตรแล้วเขาก็หลบเราเอง รอบทะเลสาบขายเสื้อผ้าแบบแผงลอย แต่จะเน้นเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาวเสียส่วนใหญ่ ถุงเท้าหนาๆ ผ้าพันคอไหมพรม หมวกไหมพรม sweater ถุงมือ และของที่ระลึกจากดอกสนที่สวยงามมาก เมืองนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผักสดนานาชนิด ที่วางขาย ถนนหนทางสะอาดสะอ้าน กว่าหลายเมืองการสร้างบ้านก็จะสร้างบนภูเขามองลงไปจากบ้านจะเห็นทะเลสาบสวยงามมาก ทุกก็บ้านไม่จำเป็นต้องมีพัดลมเพราะมีแต่ดูหนาวกับหนาวมากสลับฝนตก เมืองนี้ลิงเยอะมาก
“ที่วิเศษสุดๆคือไม่มียุงให้ให้เห็นไม่แต่ตัวเดียว”
ผมไม่เสียดายที่เดินทางมาด้วยความยากลำบากตลอดทั้งคืน

1 ความคิดเห็น:

salutra กล่าวว่า...

สนุกดีๆๆ อ่านแล้วเหมือนไปเที่ยวพาราณสีมาด้วยเลย

เว่อป่ะ......๕๕๕๕